เทียบโมเดลบำนาญต่างประเทศ! โจทย์หินบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ แก้ภัยเงินกองทุนหมดก่อน Gen Y–Z เกษียณ

Economics

Thai Economics

Tag

เทียบโมเดลบำนาญต่างประเทศ! โจทย์หินบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ แก้ภัยเงินกองทุนหมดก่อน Gen Y–Z เกษียณ

Date Time: 21 ต.ค. 2569 13:56 น.

Video

ความเสี่ยงรอบใหม่ของ TSMC | Digital Frontiers EP.78

“Summary“

Gen Y - Gen Z จ่ายประกันสังคมทุกเดือน แต่เงินกองทุนชราภาพเสี่ยงหมดก่อนเกษียณจริงหรือ?เจาะลึกวิกฤตโครงสร้างประชากร โจทย์ใหญ่ของบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ พร้อมบทเรียนแก้ปัญหาจากต่างประเทศ

Latest


ท่ามกลางกระแสข่าวและบทวิเคราะห์ความเสี่ยงจาก Bnomics (โดยธนาคารกรุงเทพ) คำถามใหญ่ที่คนทำงานออฟฟิศ ฟรีแลนซ์ และแรงงานรุ่นใหม่ต่างตั้งคำถามซ้ำๆ ตรงกันก็คือ "เงินสมทบที่โดนหักจ่ายไปทุกเดือน เมื่อถึงวันที่เราเกษียณ... จะยังเหลือมาถึงเราจริงไหม?" 

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่และความท้าทายสุดหินที่รอ “บอร์ดประกันสังคมชุดใหม่” ซึ่งกำลังรอการรับรองอย่างเป็นทางการ ต้องก้าวเข้ามาบริหารจัดการกองทุนชราภาพ เพื่อเร่งกอบกู้และเรียกคืนความเชื่อมั่นของวัยแรงงานกลับคืนมาอีกครั้ง

เพราะเมื่อส่องดูสถานะเงินลงทุนกองทุนประกันสังคมล่าสุด ณ 30 กันยายน 2569 จะพบว่ากองทุนมีมูลค่าเงินลงทุนรวมมหาศาลถึง 3,035,077 ล้านบาท 

  • ผลตอบแทนจากการลงทุนสะสม 1,247,628 ล้านบาท 
  • เงินสมทบสะสม 1,787,449 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ขุมทรัพย์กว่า 3 ล้านล้านบาทนี้ ต้องรับภาระดูแลสวัสดิการของแรงงานในระบบประกันสังคมไทยที่มีจำนวนรวมกันมากถึงประมาณ 24.8 ล้านคน ซึ่งถือเป็นแหล่งเงินเกษียณสายหลักของคนทำงาน โดยแบ่งเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือลูกจ้างภาคบังคับประมาณ 12 ล้านคน ผู้ประกันตนมาตรา 39 ซึ่งเป็นผู้ประกันตนภาคสมัครใจประมาณ 1.7 ล้านคน และผู้ประกันตนมาตรา 40 ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานอิสระหรืออาชีพอิสระอีกประมาณ 11 ล้านคน

ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความกังวลว่าเงินสมทบอาจไม่เพียงพอกับบำนาญที่ต้องจ่ายในอนาคต เกิดจากระบบประกันสังคมไทยใช้กลไกการจ่ายแบบ Pay-as-you-go (PAYG) หรือการนำเงินสมทบของคนทำงานในปัจจุบันไปหมุนจ่ายบำนาญให้ผู้เกษียณ ร่วมกับผลตอบแทนจากการลงทุน แต่ด้วยเงื่อนไขทางโครงสร้าง 3 ประการ ทำให้ระบบเริ่มตึงตัว ได้แก่ 

  • อัตราเงินสมทบชราภาพและสงเคราะห์บุตรที่เก็บจริง 7 % ยังต่ำกว่าระดับ 13.57 % ซึ่งเป็นอัตราเฉลี่ยที่งานวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2564 ประเมินว่าจำเป็นต่อการรองรับภาระระยะยาว
  • เกณฑ์อายุเริ่มรับบำนาญที่ค่อนข้างต่ำเพียง 55 ปี สวนทางกับอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 70 ปีไปสู่ 87 ปี ทำให้กองทุนต้องจ่ายบำนาญยาวนานขึ้นมาก
  • ระบบคำนวณบำนาญแบบ Defined Benefit ที่การันตีจ่ายเงินรายเดือนตลอดชีวิต ทำให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับกองทุนโดยตรงเมื่อผู้ประกันตนมีอายุยืนยาวขึ้น

เมื่อนำเรื่องนี้มาจับคู่กับวิกฤตโครงสร้างประชากรไทย จะเห็นภาพความเสี่ยงที่ชัดเจนขึ้น ข้อมูลกรมการปกครอง ณ เดือนธันวาคม 2568 ระบุว่าไทยมีประชากรประมาณ 65.81 ล้านคน โดยแบ่งเป็น 

  • Gen X ประมาณ 15.98 ล้านคน
  • Gen Y ประมาณ 15.27 ล้านคน
  • Gen Z ประมาณ 13.35 ล้านคน
  • Baby Boomer ประมาณ 10.62 ล้านคน 
  • Gen Alpha ประมาณ 6.92 ล้านคน 

ขณะที่สภาพัฒน์ประมาณการว่าประชากรวัยแรงงานจะลดลงจาก 43.26 ล้านคนในปี 2563 เหลือเพียง 36.50 ล้านคนในปี 2583 ส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นจาก 12 ล้านคนเป็น 20.42 ล้านคน นั่นหมายความว่าในอดีตเคยมีวัยแรงงานถึง 3.6 คนช่วยกันอุ้มชูผู้สูงอายุ 1 คน แต่ในอนาคตสัดส่วนนี้จะลดเหลือเพียงวัยแรงงาน 1.8 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คนเท่านั้น

จากงานศึกษาหลายฉบับในอดีตจนถึงปัจจุบัน ต่างประเมินตรงกันว่ากองทุนชราภาพมีความเสี่ยงที่จะใช้เงินสำรองจนหมดลงในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่คนวัยทำงานปัจจุบันทยอยเกษียณ 

ตัวอย่างเช่น งานศึกษาของสถาบันระดับสากลอย่าง ILO ในปี 2022 ประเมินว่ากองทุนจะเริ่มดึงเงินสะสมมาใช้ในปี 2578 และเงินกองทุนจะหมดลงในปี 2597 ขณะที่งานศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2564 ประเมินว่ากองทุนจะเริ่มดึงเงินสะสมมาใช้ในปี 2572 และหมดลงในปี 2598 

ซึ่งช่วงเวลาที่เงินกองทุนคาดว่าจะหมดลงนั้น ตรงกับช่วงที่ Gen Y (เกิดปี 2533–2537) จะมีอายุครบ 55 ปีในช่วงปี 2588–2592 และ Gen Z (เกิดปี 2542–2543) จะมีอายุครบ 55 ปีในช่วงปี 2597–2598 พอดี

หากมองไปยังโมเดลการแก้ปัญหาของต่างประเทศ จะพบแนวทางปฏิรูปที่น่าสนใจ 

  • ประเทศสวีเดนที่ใช้ระบบบำนาญเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์กับรายได้และอายุขัย พร้อมติดตั้งกลไกปรับสมดุลอัตโนมัติ โดยหากประเมินว่าภาระบำนาญสูงกว่าทรัพยากรที่มี ระบบจะชะลอการปรับเพิ่มบำนาญชั่วคราวเพื่อรักษาสภาพคล่อง และจะปรับเพิ่มคืนให้เมื่อฐานะการเงินดีขึ้น 
  • ประเทศจีนได้ประกาศขยายอายุเกษียณโดยใช้เวลาทยอยปรับเปลี่ยน 15 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2025 โดยขยายอายุเกษียณของผู้ชายจาก 60 ปีเป็น 63 ปี และผู้หญิงจาก 50–55 ปีเป็น 55–58 ปี เพื่อให้แรงงานและนายจ้างมีเวลาปรับตัว และช่วยยืดระยะเวลาการส่งเงินสมทบเข้ากองทุน

สำหรับประเทศไทย แม้จะมีการปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 จาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ทำให้เงินสมทบสูงสุดเพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือน ซึ่งช่วยเพิ่มรายรับให้ระบบในระยะสั้น แต่ในระยะยาวฐานบำนาญที่จะต้องจ่ายออกก็เพิ่มขึ้นด้วย 

ดังนั้น ดูเหมือนว่า สิ่งที่ บอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ ต้องเร่งดำเนินการ คือการพิจารณาปฏิรูประบบอย่างครบวงจร ทั้งการปรับอัตราเงินสมทบ สูตรคำนวณบำนาญ และขยายอายุเริ่มรับบำนาญร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่ไปกับการบริหารกองทุนอย่างโปร่งใส เปิดเผยผลประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัยอย่างสม่ำเสมอ และกระจายความเสี่ยงในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพื่อให้คนรุ่น Gen Y และ Gen Z มั่นใจได้ว่า เงินที่ส่งเข้ากองทุนในวันนี้ จะกลับมาเป็นหลักประกันในชีวิตหลังเกษียณได้อย่างแท้จริง


ที่มา : สำนักงานประกันสังคม ,สภาพัฒน์ฯ ,เพจ Bnomics ธนาคารกรุงเทพ

อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ 

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์