
Gen Y - Gen Z จ่ายประกันสังคมทุกเดือน แต่เงินกองทุนชราภาพเสี่ยงหมดก่อนเกษียณจริงหรือ?เจาะลึกวิกฤตโครงสร้างประชากร โจทย์ใหญ่ของบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ พร้อมบทเรียนแก้ปัญหาจากต่างประเทศ
ท่ามกลางกระแสข่าวและบทวิเคราะห์ความเสี่ยงจาก Bnomics (โดยธนาคารกรุงเทพ) คำถามใหญ่ที่คนทำงานออฟฟิศ ฟรีแลนซ์ และแรงงานรุ่นใหม่ต่างตั้งคำถามซ้ำๆ ตรงกันก็คือ "เงินสมทบที่โดนหักจ่ายไปทุกเดือน เมื่อถึงวันที่เราเกษียณ... จะยังเหลือมาถึงเราจริงไหม?"
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่และความท้าทายสุดหินที่รอ “บอร์ดประกันสังคมชุดใหม่” ซึ่งกำลังรอการรับรองอย่างเป็นทางการ ต้องก้าวเข้ามาบริหารจัดการกองทุนชราภาพ เพื่อเร่งกอบกู้และเรียกคืนความเชื่อมั่นของวัยแรงงานกลับคืนมาอีกครั้ง
เพราะเมื่อส่องดูสถานะเงินลงทุนกองทุนประกันสังคมล่าสุด ณ 30 กันยายน 2569 จะพบว่ากองทุนมีมูลค่าเงินลงทุนรวมมหาศาลถึง 3,035,077 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ขุมทรัพย์กว่า 3 ล้านล้านบาทนี้ ต้องรับภาระดูแลสวัสดิการของแรงงานในระบบประกันสังคมไทยที่มีจำนวนรวมกันมากถึงประมาณ 24.8 ล้านคน ซึ่งถือเป็นแหล่งเงินเกษียณสายหลักของคนทำงาน โดยแบ่งเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือลูกจ้างภาคบังคับประมาณ 12 ล้านคน ผู้ประกันตนมาตรา 39 ซึ่งเป็นผู้ประกันตนภาคสมัครใจประมาณ 1.7 ล้านคน และผู้ประกันตนมาตรา 40 ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานอิสระหรืออาชีพอิสระอีกประมาณ 11 ล้านคน
ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความกังวลว่าเงินสมทบอาจไม่เพียงพอกับบำนาญที่ต้องจ่ายในอนาคต เกิดจากระบบประกันสังคมไทยใช้กลไกการจ่ายแบบ Pay-as-you-go (PAYG) หรือการนำเงินสมทบของคนทำงานในปัจจุบันไปหมุนจ่ายบำนาญให้ผู้เกษียณ ร่วมกับผลตอบแทนจากการลงทุน แต่ด้วยเงื่อนไขทางโครงสร้าง 3 ประการ ทำให้ระบบเริ่มตึงตัว ได้แก่
เมื่อนำเรื่องนี้มาจับคู่กับวิกฤตโครงสร้างประชากรไทย จะเห็นภาพความเสี่ยงที่ชัดเจนขึ้น ข้อมูลกรมการปกครอง ณ เดือนธันวาคม 2568 ระบุว่าไทยมีประชากรประมาณ 65.81 ล้านคน โดยแบ่งเป็น
ขณะที่สภาพัฒน์ประมาณการว่าประชากรวัยแรงงานจะลดลงจาก 43.26 ล้านคนในปี 2563 เหลือเพียง 36.50 ล้านคนในปี 2583 ส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นจาก 12 ล้านคนเป็น 20.42 ล้านคน นั่นหมายความว่าในอดีตเคยมีวัยแรงงานถึง 3.6 คนช่วยกันอุ้มชูผู้สูงอายุ 1 คน แต่ในอนาคตสัดส่วนนี้จะลดเหลือเพียงวัยแรงงาน 1.8 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คนเท่านั้น
จากงานศึกษาหลายฉบับในอดีตจนถึงปัจจุบัน ต่างประเมินตรงกันว่ากองทุนชราภาพมีความเสี่ยงที่จะใช้เงินสำรองจนหมดลงในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่คนวัยทำงานปัจจุบันทยอยเกษียณ
ตัวอย่างเช่น งานศึกษาของสถาบันระดับสากลอย่าง ILO ในปี 2022 ประเมินว่ากองทุนจะเริ่มดึงเงินสะสมมาใช้ในปี 2578 และเงินกองทุนจะหมดลงในปี 2597 ขณะที่งานศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2564 ประเมินว่ากองทุนจะเริ่มดึงเงินสะสมมาใช้ในปี 2572 และหมดลงในปี 2598
ซึ่งช่วงเวลาที่เงินกองทุนคาดว่าจะหมดลงนั้น ตรงกับช่วงที่ Gen Y (เกิดปี 2533–2537) จะมีอายุครบ 55 ปีในช่วงปี 2588–2592 และ Gen Z (เกิดปี 2542–2543) จะมีอายุครบ 55 ปีในช่วงปี 2597–2598 พอดี
หากมองไปยังโมเดลการแก้ปัญหาของต่างประเทศ จะพบแนวทางปฏิรูปที่น่าสนใจ
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีการปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 จาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ทำให้เงินสมทบสูงสุดเพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือน ซึ่งช่วยเพิ่มรายรับให้ระบบในระยะสั้น แต่ในระยะยาวฐานบำนาญที่จะต้องจ่ายออกก็เพิ่มขึ้นด้วย
ดังนั้น ดูเหมือนว่า สิ่งที่ บอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ ต้องเร่งดำเนินการ คือการพิจารณาปฏิรูประบบอย่างครบวงจร ทั้งการปรับอัตราเงินสมทบ สูตรคำนวณบำนาญ และขยายอายุเริ่มรับบำนาญร่วมกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่ไปกับการบริหารกองทุนอย่างโปร่งใส เปิดเผยผลประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัยอย่างสม่ำเสมอ และกระจายความเสี่ยงในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพื่อให้คนรุ่น Gen Y และ Gen Z มั่นใจได้ว่า เงินที่ส่งเข้ากองทุนในวันนี้ จะกลับมาเป็นหลักประกันในชีวิตหลังเกษียณได้อย่างแท้จริง
ที่มา : สำนักงานประกันสังคม ,สภาพัฒน์ฯ ,เพจ Bnomics ธนาคารกรุงเทพ
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney