“วราวุธ” ลุยชง 3 เหมืองโพแทชอีสาน ปั้นรายได้ 3 หมื่นล้าน-ลดนำเข้าปุ๋ย!ดันไทยผงาดฮับอาเซียน

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

“วราวุธ” ลุยชง 3 เหมืองโพแทชอีสาน ปั้นรายได้ 3 หมื่นล้าน-ลดนำเข้าปุ๋ย!ดันไทยผงาดฮับอาเซียน

Date Time: 21 ต.ค. 2569 07:00 น.

Video

ดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อวัน! หนี้นอกระบบดอกเบี้ยโหดขนาดนี้ทำไมคนไทยยังกู้ I Money Issue

“Summary“

ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีปีละ 5 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 65,000 ล้านบาท การผลิตโพแทชในประเทศจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าและเพิ่มความมั่นคงให้เกษตรกร

  • ตั้งเป้ากำลังผลิตรวม 3.2 ล้านตันต่อปี หากดำเนินการได้ตามแผนจะเหลือส่งออกสร้างรายได้กว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี
  • มี 3 โครงการหลักในนครราชสีมา อุดรธานี และชัยภูมิ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาที่แตกต่างกัน ทั้งการเตรียมผลิต การเพิ่มทุน และการแก้ไขข้อพิพาททางกฎหมาย
  • กำหนดมาตรการป้องกันสิ่งแวดล้อมเข้มงวด เช่น การอัดหางแร่กลับลงเหมืองใต้ดิน ระบบหมุนเวียนน้ำ และการประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท
  • การทำเหมืองจะช่วยสร้างงานในท้องถิ่นและจัดตั้งกองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุข เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

Latest


นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การพัฒนาแหล่งแร่โพแทชในประเทศไทยเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรแร่ภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีแหล่งแร่โพแทชขนาดใหญ่ กระจายอยู่ในแอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร 

ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีประมาณ 5 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าราว 65,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นปุ๋ยโพแทชประมาณ 1 ล้านตัน มูลค่า 14,000 ล้านบาทต่อปี การพัฒนาเหมืองและโรงงานผลิตปุ๋ยโพแทชในประเทศจึงมีโอกาสช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และเสริมความมั่นคงด้านปัจจัยการผลิตของเกษตรกรไทย ประโยชน์ที่ประชาชนมีโอกาสได้รับโดยตรง คือการเพิ่มทางเลือกด้านปุ๋ยและลดแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตทางการเกษตร เนื่องจากโพแทสเซียมเป็นหนึ่งในธาตุอาหารหลักของพืช การมีแหล่งวัตถุดิบและกำลังผลิตภายในประเทศจะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงปุ๋ยโพแทช เช่น ปุ๋ยสูตร 0-0-60 

ขณะเดียวกัน การสร้างประโยชน์จากเหมืองโพแทชต้องเดินควบคู่กับการควบคุมผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยมีมาตรการกำจัดหางแร่และเศษดิน จะผสมกับน้ำเกลือเข้มข้นและอัดกลับลงไปในเหมืองใต้ดิน ที่กำหนดให้เริ่มดำเนินการในปีที่ 5 ของการทำเหมือง และต้องถมกลับให้หมดเมื่อสิ้นสุดโครงการ ควบคู่กับการป้องกันการรั่วซึมของน้ำเกลือ ป้องกันผลกระทบต่อดิน แหล่งน้ำ และชุมชนในพื้นที่ตลอดจนการคุ้มครองสุขภาพชุมชน สำหรับโครงการอุดรธานีมีการกำหนดมาตรการ เช่น ระบบหมุนเวียนน้ำ การป้องกันการรั่วซึม และการประกันความเสียหายจากการทำเหมืองไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

“ในด้านเศรษฐกิจ หากโครงการต่างๆ สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ประเทศไทยจะมีกำลังผลิตโพแทชรวมประมาณ 3.2 ล้านตันต่อปี เมื่อหักความต้องการใช้ภายในประเทศตามประมาณการ จะเหลือผลผลิตส่วนเกินราว 2.2 ล้านตันสำหรับส่งออก คาดว่าจะสร้างรายได้จากการส่งออกกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มโอกาสให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกโพแทชและปุ๋ยเคมีในภูมิภาคอาเซียน”

สำหรับความคืบหน้าของ 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการบริษัท ไทยคาลิ จำกัด จ.นครราชสีมา ซึ่งวางแผนผลิต 100,000 ตันต่อปี ปัจจุบันเจาะอุโมงค์ระบายอากาศถึงชั้นแร่ที่ระดับความลึก 280 เมตร และคาดว่าจะเริ่มผลิตปุ๋ยโพแทชได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 ส่วนโครงการบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด จ.อุดรธานี ตั้งเป้าผลิต 2 ล้านตันต่อปี อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 100 ล้านบาท เป็น 12,240 ล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ภายในปี 2573 ส่วนโครงการบริษัท เหมืองแร่โปแตซอาเซียนชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) จ.ชัยภูมิ ตั้งเป้าผลิต 1.1 ล้านตันต่อปี ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 31,422 ล้านบาท แต่ยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษแก่รัฐประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินคดีในศาลปกครองกลาง

นายวราวุธ กล่าวว่า นอกเหนือจากผลประโยชน์ระดับประเทศ การทำเหมืองยังมีโอกาสสร้างงานในท้องถิ่นตั้งแต่การสำรวจ การก่อสร้างอุโมงค์ ไปจนถึงการผลิตระยะยาว พร้อมจัดตั้งกองทุนตามเงื่อนไขประทานบัตรเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุขในพื้นที่ รวมถึงการจ่ายค่าทดแทนแก่เจ้าของที่ดินตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง อีกด้านหนึ่ง โพแทชยังเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น สบู่ สารซักฟอก ยา และเซรามิก ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศ แทนการพึ่งพาการส่งออกแร่เพียงอย่างเดียว

เพราะโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการนำทรัพยากรใต้ดินขึ้นมาสร้างมูลค่า แต่ต้องทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่งถึงเกษตรกร แรงงาน และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและการบังคับใช้มาตรการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทรัพยากรแร่ที่มีอยู่กลายเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ