
IMF เตือนเศรษฐกิจโลกกำลังเสี่ยงจากการพึ่งพา AI มากเกินไป จนอาจเกิดความผันผวนหากผลตอบแทนจริงไม่เป็นไปตามความคาดหวังของนักลงทุน
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน “AI” กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป็นความหวังของหลายประเทศในการเพิ่มผลิตภาพ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
แต่คำถามสำคัญคือ หาก AI กลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก การฝากความหวังไว้กับเครื่องยนต์เพียงตัวเดียวจะทำให้โลกเปราะบางมากขึ้นหรือไม่ ขณะที่ประเทศไทยเราซึ่งยังเผชิญข้อจำกัดด้านผลิตภาพแรงงานและความสามารถในการแข่งขัน จะคว้าโอกาสจากเทคโนโลยีนี้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้ธุรกิจและแรงงานไทยจำนวนมากตกขบวน
ประเด็นเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเวทีเสวนา “Debate on the Global Economy: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากหลายภูมิภาคแลกเปลี่ยนมุมมองว่า ประเทศต่าง ๆ จะสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและเติบโตได้อย่างยั่งยืนอย่างไร ท่ามกลางความแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์และความเสี่ยงที่ซับซ้อนขึ้น
สองมุมมองที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือคำเตือนจาก Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่เปรียบเปรยว่าเศรษฐกิจโลกกำลังยืนอยู่บนขาข้างเดียวของ AI และมุมมองจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย ที่เปรียบประเทศไทยเป็นเรือลำเล็กกลางพายุใหญ่ พร้อมชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการใช้โอกาสจากการลงทุนและเทคโนโลยีมายกระดับเศรษฐกิจทั้งระบบ
Kristalina เริ่มต้นด้วยข้อสังเกตว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกหลายระลอกได้ดีกว่าที่คาด แต่ความยืดหยุ่นดังกล่าวอาจกำลังตั้งอยู่บนรากฐานที่เปราะบางกว่าที่ตัวเลขการเติบโตสะท้อนออกมา
IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.1% ในปี 2026 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขภาพรวมอาจบดบังความแตกต่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างประเทศและกลุ่มเศรษฐกิจต่าง ๆ
บางประเทศได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสการลงทุนใน AI ทั้งในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่อีกหลายประเทศกลับต้องเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนใน AI มากนัก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เศรษฐกิจโลกไม่ได้เติบโตไปพร้อมกันทุกประเทศ แต่กำลังเกิดช่องว่างระหว่างประเทศที่สามารถคว้าโอกาสจาก AI กับประเทศที่เสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
สิ่งที่ IMF กังวลจึงไม่ใช่การเติบโตของ AI โดยตัวมันเอง แต่เป็นการที่เศรษฐกิจโลกเริ่มพึ่งพาความเชื่อมั่นและการลงทุนในเทคโนโลยีนี้มากเกินไป จนเปรียบเสมือนกำลังเดินอยู่บนขาข้างเดียว
AI มีศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของธุรกิจทั่วโลก แต่หากการเติบโตส่วนหนึ่งขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังว่าการลงทุนใน AI จะสร้างผลตอบแทนมหาศาลในอนาคต ความเสี่ยงก็อยู่ที่ผลลัพธ์จริงอาจไม่เป็นไปตามความคาดหวังของตลาด
หากนักลงทุนประเมินศักยภาพของ AI ไว้สูงมาก แต่ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงไม่ทันกับเงินลงทุน ความเชื่อมั่นอาจเปลี่ยนเป็นความผิดหวัง และนำไปสู่การชะลอหรือถอนเงินลงทุนอย่างรวดเร็ว ผลกระทบที่ตามมาอาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทเทคโนโลยี แต่สามารถส่งผ่านไปยังตลาดทุน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจในวงกว้าง
ขณะเดียวกันการพัฒนา AI ที่รวดเร็วและการนำเทคโนโลยีไปใช้ในระบบการเงินที่ซับซ้อนขึ้น ยังอาจสร้างความเสี่ยงใหม่ต่อเสถียรภาพทางการเงิน หากการกำกับดูแลไม่สามารถตามทันความเปลี่ยนแปลง
Kristalina ชี้ว่า นี่คือความย้อนแย้งของเศรษฐกิจยุคใหม่ เทคโนโลยีที่เป็นความหวังในการเพิ่มผลิตภาพและขับเคลื่อนการเติบโต ก็อาจกลายเป็นจุดเปราะบางได้ หากโลกฝากความหวังไว้กับเทคโนโลยีดังกล่าวมากเกินไป
โดยนอกเหนือจาก AI เศรษฐกิจโลกแล้ว เรายังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น ขณะที่ความต้องการพลังงานจากอุตสาหกรรมใหม่ก็อาจเพิ่มแรงกดดันด้านราคา
เมื่อเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด ขณะเดียวกัน หลายประเทศมีหนี้สาธารณะและการขาดดุลการคลังอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว เมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ต้นทุนการชำระหนี้ก็สูงขึ้นตาม ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่จำกัดในการช่วยเหลือประชาชนหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ
ข้อสรุปของ IMF จึงไม่ใช่การปฏิเสธ AI เสียทีเดียว แต่เป็นการเตือนว่า โลกไม่ควรฝากอนาคตไว้กับเครื่องยนต์เพียงตัวเดียว ในขณะที่เครื่องยนต์ส่วนอื่นของเศรษฐกิจยังทำงานได้ไม่เต็มกำลัง โดยสิ่งที่ประเทศต่าง ๆ ต้องทำควบคู่กัน คือรักษาวินัยทางการคลัง บริหารจัดการหนี้ ปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ และสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรับมือกับแรงกระแทกระลอกต่อไป
หาก IMF กำลังเตือนถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขการเติบโต มุมมองของ ดร.เอกนิติ สะท้อนให้เห็นโจทย์ที่ประเทศไทยต้องเผชิญในฐานะเศรษฐกิจขนาดกลาง ซึ่งมีข้อจำกัดในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงจากภายนอก โดยเปรียบประเทศไทยเป็น “เรือลำเล็กที่กำลังเผชิญพายุหลายลูก” โดยมีแรงกดดันสำคัญ 4 ด้านที่กำลังทดสอบความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย
ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและพลังงานจำนวนมาก เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบจึงส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง ค่าครองชีพ และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
แรงกระแทกดังกล่าวไม่ได้กระทบทุกคนเท่ากัน ผู้มีรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็กมักมีพื้นที่ในการปรับตัวจำกัด เพราะต้องใช้รายได้หรือเงินทุนส่วนใหญ่ไปกับค่าใช้จ่ายจำเป็น และมีความสามารถในการรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่
ความตึงเครียดระหว่างประเทศกำลังผลักดันให้บริษัทข้ามชาติกระจายฐานการผลิต ลดการพึ่งพาแหล่งผลิตเพียงแห่งเดียว และปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับประเทศไทย นี่เป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนย่อมมีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ แต่ในทางกลับกัน ธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันหรือไม่สามารถเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็อาจสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ
โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงการดึงบริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงาน แต่ต้องทำอย่างไรให้ธุรกิจและแรงงานไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตนั้นด้วย
ในโลกที่อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับสูง ประเทศที่มีหนี้มากหรือขาดดุลการคลังต่อเนื่องอาจต้องเผชิญต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น
เอกนิติระบุว่า ประเทศไทยยังได้รับประโยชน์จากวินัยทางการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค โดยยกตัวอย่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีที่อยู่ราว 2.3% ในช่วงเวลาที่กล่าวถึง ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขที่เขายกตัวอย่างจากสหรัฐฯ และยุโรป
อย่างไรก็ตาม วินัยทางการคลังไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เป็นรากฐานที่ช่วยให้ประเทศรับมือกับความผันผวน และรักษาพื้นที่สำหรับการลงทุนและการปฏิรูปในระยะยาว
AI กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิต การจ้างงาน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ประเทศที่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการลงทุนใหม่ ขณะที่ประเทศที่ปรับตัวไม่ทันอาจเผชิญความเสี่ยงจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
เอกนิติ มองว่า ประเทศไทยมีโอกาสจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI แต่การมีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มไม่สามารถส่งต่อไปยังธุรกิจและแรงงานในประเทศได้
สิ่งสำคัญ คือการทำให้การลงทุนเหล่านี้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง ไม่ใช่เพียงเพิ่มตัวเลขเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยพายุทั้ง 4 ลูกไม่ได้พัดเข้ามาแยกจากกัน แต่สามารถเสริมแรงกันได้ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนธุรกิจ ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นทำให้การลงทุนยากขึ้น ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีก็บังคับให้ธุรกิจต้องลงทุนเพื่อปรับตัวในช่วงเวลาเดียวกัน
ดร.เอกนิติ ย้ำว่า เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและวินัยทางการคลังเป็นเงื่อนไขจำเป็นในการรับมือกับความผันผวน แต่ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของการพัฒนาเศรษฐกิจ
การมีฐานะการคลังที่แข็งแกร่งช่วยลดความเสี่ยงและรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่หากเศรษฐกิจยังไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม และยกระดับทักษะแรงงานได้ ก็ยากที่จะสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพในระยะยาว
ประเทศไทยจึงต้องเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพ ตั้งแต่การปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจไทย ไปจนถึงการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการใหม่ของตลาด
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องไม่มุ่งเพียงบรรเทาผลกระทบจากพายุแต่ละลูก แต่ต้องช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจปรับตัวได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีทรัพยากรจำกัดและเสี่ยงต้องแบกรับต้นทุนของการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด เพราะท้ายที่สุด การมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจะสร้างประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ก็ต่อเมื่อประเทศสามารถใช้ความมั่นคงดังกล่าวเป็นฐานในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจให้ดีขึ้น
กลับมาที่ประเด็นสำคัญเรื่อง AI เอกนิติเปรียบการลงทุนใน AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเป็นเสมือนรถไฟความเร็วสูงที่กำลังวิ่งเข้ามาในประเทศไทย โดย ดร.เอกนิติ ชี้ให้เห็นว่า “ประเทศไทยมีผู้คนและธุรกิจจำนวนมากรออยู่บนชานชาลา แต่โจทย์สำคัญคือจะเปิดประตูให้คนไทยและธุรกิจไทยขึ้นไปบนรถไฟขบวนนี้ได้อย่างไร”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของประเทศไทยได้อย่างชัดเจน เพราะการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศไม่ควรเป็นเพียงการนำเงินทุนเข้าประเทศ แต่ต้องเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของคนไทยด้วย
ดร.เอกนิติ ระบุว่า ไทยกำลังพยายามดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และยานยนต์แห่งอนาคต พร้อมเชื่อมโยงการลงทุนเหล่านี้เข้ากับการพัฒนาทักษะและศักยภาพของคนไทย
เพราะหากประเทศไทยสามารถดึงดูดเงินลงทุนได้ แต่แรงงานไทยยังขาดทักษะที่จำเป็น ธุรกิจในประเทศไม่สามารถเข้าไปเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือผู้ให้บริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และเทคโนโลยีไม่สามารถแพร่กระจายไปยังภาคเศรษฐกิจส่วนอื่น การเติบโตที่เกิดขึ้นก็อาจกระจุกตัวอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่หรือกลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกับทุนต่างชาติเท่านั้น
ในทางกลับกัน หากไทยสามารถเชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับการพัฒนาคนและธุรกิจในประเทศได้ การเข้ามาของบริษัทต่างชาติก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับผลิตภาพในวงกว้าง ดังนั้น การไม่ตกขบวน AI จึงต้องทำมากกว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือประกาศเป้าหมายดึงดูดการลงทุน แต่ต้องสร้างเงื่อนไขให้คนไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย
โดยสรุปแล้ว ภาพเศรษฐกิจโลกจากมุมมองของ IMF คือคำเตือนว่า แม้ AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโต แต่การพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจสร้างความเปราะบางใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจได้
โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างการรักษาเสถียรภาพกับการคว้าโอกาสจากเทคโนโลยี แต่ต้องทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน ด้านหนึ่งต้องสร้างเรือให้แข็งแรงพอจะฝ่าพายุ ด้วยการรักษาวินัยทางการคลัง บริหารความเสี่ยง และปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้สามารถรับมือกับแรงกระแทกได้ดีขึ้น และอีกด้านหนึ่งต้องเปิดประตูรถไฟ AI ให้คนไทยขึ้นไปด้วย ผ่านการพัฒนาทักษะแรงงาน การยกระดับธุรกิจในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงเงินลงทุนใหม่เข้ากับเศรษฐกิจภายในประเทศ
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney