
IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกปี 2569 เป็น 4.8% แต่เตือนว่าแรงส่งเศรษฐกิจเริ่มแผ่วลงเมื่อเทียบกับปี 2568
นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยในการนำเสนอรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Regional Economic Outlook for Asia and Pacific) ระหว่างการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ครั้งที่ 81 เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพว่า ไอเอ็มเอฟปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกปี 2569 เป็น 4.8% จากเดิม 4.4% และคาดว่าปี 2570 จะขยายตัว 4.4% เพิ่มจากประมาณการก่อนหน้าที่ 4.3% อย่างไรก็ตาม ยังต่ำกว่าอัตราเติบโต 5% ในปี 2568 สะท้อนแรงส่งเศรษฐกิจที่เริ่มแผ่วลง แม้ภูมิภาคยังมีปัจจัยสนับสนุนจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ไอเอ็มเอฟเตือนว่า เศรษฐกิจเอเชียกำลังเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น มาตรการภาษีและการกีดกันทางการค้า รวมถึงปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบผลผลิตในระยะต่อไป โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงานกลายเป็นแรงกดดันต่อเนื่อง ทั้งภาคธุรกิจ เงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน
แม้หลายประเทศในเอเชียเริ่มปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าพลังงาน ลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน แต่หากราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ ขณะที่รัฐบาลต้องเผชิญโจทย์ยากในการเลือกระหว่างการอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อบรรเทาภาระประชาชน กับการรักษาความมั่นคงทางการคลังไม่ให้เสียหายในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย ไอเอ็มเอฟระบุว่า มีความเปราะบางต่อแรงกระแทกด้านพลังงาน เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงถึงประมาณ 7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หากวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งกระจายแหล่งพลังงาน เพิ่มทางเลือกพลังงานหมุนเวียน และออกแบบมาตรการช่วยเหลือให้ตรงกับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ แทนการใช้งบประมาณอุดหนุนแบบครอบคลุมเป็นวงกว้าง ซึ่งอาจสร้างภาระการคลังเกินความจำเป็น
อีกข้อจำกัดสำคัญคือ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งบั่นทอนกำลังซื้อและจำกัดโอกาสการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่ภาครัฐยังมีข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะและงบประมาณ ทำให้การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องพิจารณาความคุ้มค่าและจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายอย่างรอบคอบ โดยมุ่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบรุนแรง ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพและรายได้ของประชาชนในระยะยาว
นายกฤษณะกล่าวว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญแรงกระแทกต่อเนื่องจากสงครามยูเครน มาตรการภาษีการค้า และวิกฤตพลังงาน ซึ่งกำลังลดทอนกันชนทางการคลังของรัฐบาล ไอเอ็มเอฟจึงเสนอให้ประเทศต่างๆ สร้างพื้นที่ทางการคลังเพื่อรองรับวิกฤต และวางแผนปรับฐานะการคลังในระยะปานกลางอย่างเป็นระบบ แต่ต้องไม่ตัดทอนความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน แม้เอเชียจะได้รับประโยชน์จากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ผลประโยชน์ยังกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศ ทำให้การเติบโตกระจายไม่ทั่วถึง ส่วนความเสี่ยงจากภาษีการค้าของสหรัฐฯ แม้ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคน้อยกว่าที่เคยประเมินไว้ แต่ไอเอ็มเอฟเห็นว่าประเทศในเอเชียควรเพิ่มการค้าระหว่างกันเอง ลดการพึ่งพาตลาดภายนอก และยกระดับผู้ประกอบการให้เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับการคาดการณ์เศรษฐกิจอาเซียน 10 ประเทศในปี 2569 ไอเอ็มเอฟประเมินว่าจะขยายตัวรวม 4.9% ก่อนชะลอลงเหลือ 4.7% ในปี 2570 โดยเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตสูงสุด 8.4% ตามด้วยมาเลเซีย 5.2% อินโดนีเซีย 5.1% และสิงคโปร์ 5% ส่วนลาวขยายตัว 4.5% ฟิลิปปินส์ 3.4% และกัมพูชา 3% ขณะที่ประเทศไทยคาดว่าจะเติบโตเพียง 2.1% อยู่ในอันดับ 8 ของอาเซียน ตามหลังประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่วนเมียนมาอยู่ที่ 2% และบรูไนดารุสซาลาม 1.9%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนโจทย์เศรษฐกิจไทยที่ต้องรับมือทั้งแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ความเสี่ยงการค้าโลก และข้อจำกัดภายในประเทศ การเร่งเชื่อมโยงตลาดอาเซียน พัฒนาทักษะแรงงาน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน