
งบประมาณปี 2570 สูงถึง 3.788 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลสูงถึง 7.88 แสนล้านบาท ท่ามกลางข้อจำกัดด้านรายได้ที่เติบโตช้า
“รายจ่ายของประเทศเพิ่มขึ้น ยิ่งต้องปฏิรูปภาษี”
ประโยคนี้คนไทยอาจได้ยินกันมานานเกินกว่า 20 ปี เราเห็นการโยนหินถามทางกันมาหลายรอบ ทั้งการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือเรื่องใหม่ๆ อย่าง Negative Income Tax ที่คนไทยทุกคนต้องยื่นภาษี ไปจนถึงกระแสล่าสุดอย่างเรื่องภาษีบาป
ความพยายามของภาครัฐในหลายรูปแบบยิ่งสะท้อนว่าการปฏิรูปโครงสร้างภาษีสำคัญต่อเศรษฐกิจมาก แต่ทำไมยังไม่เห็นความคืบหน้า Thairath Money อยากชวนมาเจาะลึกเรื่องนี้กัน
ประเทศจะเดินหน้าได้ต้องมีเงิน โดยต้นเดือน ต.ค. 2569 ที่ไทยเริ่มใช้งบประมาณของปี 2570 แล้วซึ่งสูงถึง 3.788 ล้านล้านบาท เม็ดเงินเหล่านี้ก็ต้องมาจากรายได้ของภาครัฐซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากภาษีที่เอกชนและคนไทยจ่ายเข้าสู่ระบบไป
งบประมาณเหล่านี้ รัฐบาลจะนำมาพัฒนาประเทศ มาจ่ายหน่วยงานรายการ จ่ายเข้าสาธารณสุขและสร้างสวัสดิการให้คนไทย แต่เมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยย่อมหมายถึงแรงงานจะน้อยลง ค่าดูแลผู้สูงวัยจะมากขึ้น เลยเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องหาทางเพิ่มรายได้ผ่านการเก็บภาษีให้มากขึ้น
ผศ. ดร.ดวงมณี เลาวกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า จากงบประมาณปี 2570 สะท้อนถึงข้อจำกัดทางการคลัง ทั้งจากรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้น, งบลงทุนกลับลดลง, และรายได้ของประเทศกลับเติบโตช้า รัฐบาลจึงต้องจัดทำงบฯ แบบขาดดุลในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 7.88 แสนล้านบาท
“ถ้าไทยยังมีโครงสร้างงบประมาณลักษณะนี้ ก็จะไม่สามารถพัฒนาอย่างก้าวกระโดดไปได้ ไทยก็จะยังคงติดกับดักรายได้ปานกลางระดับสูงต่อไปเรื่อย ๆ แม้ทางรัฐบาลจะบอกว่าจะใช้การร่วมลงทุนจากภาคเอกชนมาทดแทนเม็ดเงินของภาครัฐ แต่ก็มีความไม่แน่นอนว่าเอกชนจะเห็นความคุ้มค่า และมาลงทุนไหม ซึ่งก็เป็นโจทย์ใหญ่ว่า จะสร้างแรงจูงใจได้ขนาดไหน และต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงในอีกหลายด้าน เพื่อให้นักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างชาติมาลงทุน” ผศ. ดร.ดวงมณี กล่าว
ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง มีเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือปฏิรูปการจัดเก็บรายได้เพิ่ม อย่างการขยายฐานภาษี และรื้อโครงสร้างรายจ่ายของรัฐครั้งใหญ่ ต้องไม่ซ้ำซ้อน และใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2569 กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บรายได้จำนวน 2.522 ล้านล้านบาท ถือว่าสูงกว่าที่คาดไว้ราว 3.1% และสูงกว่าปี 2568 ที่ 8.0% เหตุผลเพราะเก็บภาษีฝั่งการบริโภค โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและ VAT ภาคธุรกิจ รวมถึงขาการนำเข้าด้วย
แม้ดูเหมือนรัฐบาลจะเก็บภาษีได้มากขึ้น แต่จาก “ไส้ใน” จะพบว่า การเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดายังกระจุกตัวอยู่ในบางกลุ่ม เพราะภาพรวมผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ 10-12 ล้านคน มีแค่ 4 ล้านคนที่เสียภาษี
ขณะเดียวกันยังมีคนอยู่นอกระบบภาษีอีกมาก ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เคยเล่าไว้ว่า ประเทศไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบคิดเป็นสัดส่วนถึง 48.4% ของ GDP มากเป็นอันดับ 14 ของโลก จาก 158 ประเทศที่มีฐานข้อมูลของ World bank โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 32.7% และสูงกว่าเกือบทุกประเทศในเอเชีย รวมถึง มีแรงงานนอกระบบอยู่ราว 20 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 51% ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด
เมื่อรัฐต้องหารายได้เพิ่ม ภาษี มักเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ อย่างในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีภาษีมรดกเกิดขึ้น แต่ไม่สามารถจัดเก็บได้ตามเป้าหมาย นำสู่คำถามว่าถ้าจะปรับโครงสร้างภาษี ต้องทำอะไรบ้าง
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยกล่าวไว้ว่า กระทรวงการคลังเตรียมปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินการคลังในระยะปานกลาง โดยจะเน้นประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ส่วนเรื่องอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไปถ้าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างเหมาะสม
กระแสข่าวการขึ้นภาษี VAT เป็น 10% ปะทุขึ้นช่วงหนึ่งเมื่อปลายปี 2568 จนกลางปี 2569 นี้มีความชัดเจนคือ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกาศต่ออายุ VAT 7% ต่อไปอีกถึง 30 ก.ย. 2570 ดังนั้นต้องไปลุ้นกันในช่วงนั้นว่า VAT 7% จะได้ต่ออายุอีกไหม
อธิภัทร มุทิตาเจริญ รองศาสตราจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า ภาระภาษี VAT รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับบริบทของไทยที่มีร้านค้าอยู่นอกระบบ VAT ค่อนข้างเยอะ แต่ต้นทุนของเขามักมีภาระภาษี VAT รวมอยู่ด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องดูบริบททางเศรษฐกิจเพิ่มเติม อย่างในสิงคโปร์ที่ทยอยปรับขึ้น VAT ทีละ 1% ถือว่าไม่ได้รุนแรงเกินไป และมีความชัดเจนให้ภาคเอกชนสามารถปรับตัวได้
ขณะที่โมเดลสำคัญที่ภาครัฐจะนำมาใช้ปฏิรูปโครงสร้างภาษี คือ Negative Income Tax (NIT) หรือภาษีเงินได้แบบติดลบ ซึ่งภาครัฐตั้งเป้าหมายจะเริ่มใช้ในปี 2570 โดยจะให้คนไทยทุกคนต้องยื่นภาษี หากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ภาครัฐอาจมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมซึ่งสภาพัฒน์และกระทรวงการคลังเชื่อว่าระบบนี้จะลดความซ้ำซ้อนของสวัสดิการเพราะเห็นทั้งขารายได้และความช่วยเหลือจากรัฐ
ล่าสุดสัปดาห์นี้ (12-16 ต.ค. 2569) ในไทยมีการพูดถึงข้อเสนอรื้อระบบจัดสรรเงินภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือ ภาษีบาป คือจะยกเลิกการจัดสรรเงินหักจากภาษีบาปวงเงินรวม ประมาณ 12,000–14,000 ล้านบาทต่อปีที่ส่งตรงให้กับ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่
ทั้งนี้ มีข้อเสนอว่าแต่ละหน่วยงานต้องเสนอเพื่อขอรับงบประมาณผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ตามกลไกปกติของรัฐสภาแทน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนถึงการใช้งบฯ อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในสังคมยังกังวลถึงความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอสที่อยู่ใน 4 หน่วยงานนี้ (ว่าถ้าต้องของบฯ จากส่วนกลางการเมืองอาจมีอำนาจในการตัดสินใจ เป็นต้น)
สุดท้ายต้องติดตามว่า รัฐจะเริ่มต้นการปฏิรูปนี้อย่างไรท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลังที่สูงขึ้น เศรษฐกิจโตช้าลง
อ้างอิงข้อมูล สภาพัฒน์, มธ., CU, กระทรวงการคลัง, ธนาคารกรุงไทย
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney