
IMF คาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2569 และ 2570 โดยได้อานิสงส์จากกระแสเทคโนโลยี AI และการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตโลก
นางซิลวานา เทนเรย์โร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ในการประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ครั้งที่ 81 ที่ประเทศไทย โดยได้กล่าวถึงการประเมินการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยล่าสุด โดยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.1% ทั้งในปี 2569 และ 2570
โดยแม้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการปรับขึ้นของราคาพลังงานโลก แต่ได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสการเติบโตเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของโลกและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตของ AI และคาดว่ากระแสดังกล่าวจะยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้ แม้ว่าในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่ในปีนี้เศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นภาวะนั้นมาแล้ว คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปีนี้จะอยู่ที่ 2.1% จากระดับติดลบ 0.1% ในปีก่อนหน้า แต่จะลดลงเหลือ 1.7% ในปีหน้า
“เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เป็นภูมิภาคที่ขยายตัวสูงที่สุด ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของ AI และเป็นปัจจัยหลักในไอเอ็มเอฟ ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจสูงขึ้น ทั้ง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย รวมถึงไทย โดยปรับขึ้นแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ไม่มากก็น้อย”
นางซิลวานา กล่าวด้วยว่า สำหรับประเทศไทย ก็เช่นเดียวกับประเทศทั่วโลก ที่ประเด็นสำคัญ จะไม่ใช่เพียงการรักษาแรงส่งจาก AI หรือประคองอัตราการเติบโตให้เป็นไปตามประมาณการ แต่ต้องเพิ่มความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอก ทั้งราคาพลังงาน ความผันผวนของตลาดการเงิน และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการสร้างพื้นที่ทางการคลังและการเงินในระยะปานกลาง ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนเป็นกลุ่มเปราะบาง และยกระดับผลิตภาพของภาคธุรกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
วันเดียวกัน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยว่า ธปท.ยังคงมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 2.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับคาดการณ์ของสำนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่ประเมินไว้อยู่ในช่วง 2% ถึง 2.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.2% ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพค่อนข้างดีและมีความยืดหยุ่นสูง แม้ที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายต่างๆ รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยที่เพิ่งผ่านพ้นไป แต่เศรษฐกิจยังคงมีแรงส่งในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ปัจจัยบวกสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 2.3% มาจากภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกชัดเจนและคาดว่าจะเติบโตได้ถึง 17% ถึง 18% ควบคู่ไปกับการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 13% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา โดยได้รับอานิสงส์สำคัญจากการเข้ามาของกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยหนุนการเติบโตให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายวิทัย กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ซึ่งส่งผลให้การเติบโตของจีดีพีลดลงเรื่อยๆ จากในอดีตที่เคยเติบโตระดับ 3% ถึง 5% มาเหลือเพียงประมาณ 2% กว่าในปัจจุบัน ขณะเดียวกันศักยภาพการเติบโตเต็มที่ของประเทศ (Potential GDP) ได้ลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 2.7% ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้ง การลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำมานานหลายทศวรรษ ผลิตภาพการผลิต และขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงตามอุตสาหกรรมเก่า กำลังแรงงานที่ลดลงจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย ปัญหาในระบบการศึกษา ตลอดจนหนี้ภาคครัวเรือนที่สูงถึง 86% ถึง 87% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมไปถึงภาระหนี้สาธารณะ ซึ่งทั้งหมดจะต้องเร่งแก้ปัญหาในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการดำเนินโครงการเพียงโครงการเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในการเร่งแก้ไข ซึ่ง ธปท.ได้ขยายบทบาทจากการดูแลเพียงนโยบายการเงิน เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ต่อไป