เอกชนเอือมรัฐไร้แผนรับน้ำท่วม โตโยต้าเจ๊ง 3 หมื่นคัน-ข้าวเสียหาย 1.2 หมื่นล้าน

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

เอกชนเอือมรัฐไร้แผนรับน้ำท่วม โตโยต้าเจ๊ง 3 หมื่นคัน-ข้าวเสียหาย 1.2 หมื่นล้าน

Date Time: 8 ต.ค. 2569 11:20 น.

Video

7 เรื่องควรทำ สำหรับ SME | On The Rise EP.28

“Summary“

โตโยต้าประกาศหยุดสายการผลิตโรงงานสำโรง เกตเวย์ และบ้านโพธิ์ ชั่วคราว หลังซัพพลายเออร์ 14 รายถูกน้ำท่วมขัง ส่งผลกระทบต่อยอดผลิตรถยนต์สะสม 30,000 คัน

  • ภาครัฐเตรียมพิจารณามาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วน รวมถึงมาตรการหักลดหย่อนภาษีค่าซ่อมแซมโรงงาน 2 เท่า เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนผู้ประกอบการ
  • กกร. เตรียมเสนอรัฐบาลจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจประเมินผลกระทบอุทกภัยและวางแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เพื่อป้องกันความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความเสียหายข้าวนาปีจากน้ำท่วมใน 26 จังหวัด ช่วงปลาย ก.ย. ถึงกลาง ต.ค. 69 คิดเป็นมูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท
  • ภาคเอกชนเรียกร้องให้ภาครัฐปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมให้มีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมตัวรับมือสถานการณ์ได้ทันท่วงที

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า สำโรง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคอุตสาหกรรมและรับฟังแนวทางการรับมือผลกระทบจากภัยน้ำท่วมว่า จากการตรวจสอบพบว่าโรงงานหลักของโตโยต้าทั้ง 3 แห่งไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง แต่ได้รับผลกระทบมาจากห่วงโซ่อุปทานหรือผู้ผลิตชิ้นส่วน ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะที่ไม่สามารถส่งมอบชิ้นส่วนสำคัญได้ เพราะโรงงานถูกน้ำท่วม

ทั้งนี้ ภาครัฐรับพิจารณาข้อเรียกร้องของโตโยต้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรใหม่และชิ้นส่วนทดแทนจากต่างประเทศ รวมถึงการนำค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมโรงงานและปรับปรุงเครื่องจักรมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โดยผู้แทนภาครัฐ รับปากจะนำเรื่องเข้าสู่การหารือกับกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยลดภาระต้นทุน และเร่งฟื้นฟูศักยภาพการผลิตของภาคยานยนต์ให้กลับมาเดินหน้าได้ตามปกติ

นายสมคิด ประดิษฐกำจรชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ว่า ขณะนี้ โตโยต้าประกาศหยุดสายการผลิตชั่วคราวในโรงงานทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สำโรง, เกตเวย์ และบ้านโพธิ์ เนื่องจากซัพพลายเออร์ประมาณ 14 รายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ถูกน้ำท่วมขังสูงถึง 50–70 ซม. จนไม่สามารถผลิตและจัดส่งชิ้นส่วนสำคัญอย่างพรมและถุงลมนิรภัย ได้ ส่งผลกระทบให้ต้องปรับแก้ปัญหาด้วยการเร่งนำเข้าชิ้นส่วนบางประเภทจากญี่ปุ่นและเวียดนามเป็นการชั่วคราว

ทั้งนี้ จากการหยุดสายการผลิตดังกล่าว ส่งผลให้ยอดการผลิตรถยนต์ค้างสะสมตามแผนประเมินความเสียหายพุ่งสูงถึง 30,000 คัน ซึ่งกระทบต่อการจำหน่ายทั้งในประเทศและสัดส่วนการส่งออก โดยเบื้องต้นโรงงานสำโรงและเกตเวย์ต้องหยุดการผลิตจนถึงวันที่ 10 ต.ค.นี้ ขณะที่โรงงานบ้านโพธิ์คาดว่าจะต้องหยุดยาวถึงวันที่ 18 ต.ค. ซึ่งบริษัทกำลังวางแผนฟื้นฟูเป็น 2 ระยะ คือการเร่งช่วยซัพพลายเออร์กลับมาเปิดโรงงาน และการวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตเร่งด่วนเพื่อส่งมอบรถให้ลูกค้า

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งปรับปรุงระบบการแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมให้มีความแม่นยำ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เนื่องจากระบบเตือนภัยที่ล่าช้าในครั้งนี้ทำให้โรงงานและซัพพลายเออร์ไม่สามารถเตรียมการรับมือได้ทัน จนน้ำทะลักเข้าท่วมเครื่องจักรได้รับความเสียหายหนัก พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือทางภาษีและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานให้สามารถฟื้นตัวและป้องกันวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า น้ำท่วมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งประชาชน เอสเอ็มอี ภาคเกษตร อุตสาหกรรมยานยนต์และวงจรการผลิตในภาคกลางและตะวันออก รวมถึงภาคท่องเที่ยว ขณะที่ความเสียหายต่อทรัพย์สินและเศรษฐกิจยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ อาจเพิ่มภาระหนี้สิน และกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน กกร.จึงเตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เสนอให้ภาครัฐเร่งวางแนวทางรับมืออุทกภัยอย่างเป็นระบบ โดยให้ผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมเพื่อให้การกำหนดนโยบายสอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ เกษตร และประชาชน

ที่ประชุมมีมติจัดตั้ง คณะทำงานเฉพาะกิจประเมินผลกระทบจากอุทกภัย และจัดทำข้อเสนอด้านการเตรียมความพร้อมและฟื้นฟู รวมถึงแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบควบคู่กับการช่วยเหลือและเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุมาเน้นการป้องกันและบริหารความเสี่ยงเชิงรุก รัฐบาลควรพัฒนากลไกประกันภัยพิบัติเพื่อลดความสูญเสีย รักษาความต่อเนื่องของการผลิต และสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว

ขณะที่ในภาคการเกษตร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุ น้ำท่วมปี 2569 คาดสร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวนาปีราว 12,000 ล้านบาท โดยมาจากกรณีที่แหล่งปลูกข้าวในหลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ในช่วงปลายเดือนก.ย. 69 ซึ่งน้ำท่วมครอบคลุม 26 จังหวัด รวมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหลายจังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญในพื้นที่ลุ่มต่ำแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา บางปะกง และแม่กลอง ทำให้เกิดผลกระทบต่อผลผลิตข้าวนาปีเกิดขึ้นในช่วงกำลังทยอยเก็บเกี่ยว และมีแนวโน้มเสียหายเพิ่มขึ้น โดยยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากฝนตกหนักระลอกใหม่ในช่วง 11-14 ต.ค. รวมถึงการเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาที่จะส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ 11 จังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกข้าวในภาคกลาง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความเสียหายของผลผลิตข้าวนาปีจากน้ำท่วมในช่วงวันที่ 25 ก.ย.-14 ต.ค.69 อยู่ที่ 12,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.06% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยคาดว่าพื้นที่ข้าวอาจเสียหาย 1.5 ล้านไร่ คิดเป็น 2.5% ของพื้นที่ปลูกข้าวนาปีทั้งประเทศ และ 19% เป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปีในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะที่ความเสียหายต่อพื้นที่น้ำท่วมหลัก อาจจะส่งผลให้ราคาข้าวอาจปรับสูงขึ้นราว 18% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ