สศช. ระดมไอเดียผู้นำประเทศ ชูแผนฯ ฉบับที่ 14 เปลี่ยนไทยไปไกลกว่าเดิม

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

สศช. ระดมไอเดียผู้นำประเทศ ชูแผนฯ ฉบับที่ 14 เปลี่ยนไทยไปไกลกว่าเดิม

Date Time: 1 ต.ค. 2569 06:00 น.

Video

วิธีเสียภาษีหุ้นนอกน้อยที่สุด & เทคนิคโอนเงินกลับไทย กับ TaxBugnoms x TISCO | Money Issue EP.75

“Summary“

สภาพัฒน์เปิดวิสัยทัศน์ “แผนฯ 14” มุ่งปฏิรูปโครงสร้างประเทศครั้งใหญ่ ดัน GDP โตต่อเนื่อง 3% Plus และพุ่งเป้าติด Top 20 ขีดความสามารถในการแข่งขันของโลกภายในปี 72 “อนุทิน” ลั่นนำไทยก้าวข้ามกับดักแรงงานราคาถูก สั่งลุยปฏิรูประบบราชการขจัดค่านิยมเกียร์ว่าง ปักธงนำไทยเป็นสมาชิก OECD


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประชุมสัมมนาประจำปี 2569 ในหัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะจัดทำแล้วเสร็จในปี 2570 และประกาศใช้ในปี 2571–2575 ตั้งใจให้เป็นแผนปฏิบัติการที่มีจุดเน้นชัดเจน เกิดผลเป็นรูปธรรม ตอบคำถามประชาชนได้ตรงไปตรงมาว่า ประเทศไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน คุณภาพชีวิตคนไทยจะดีขึ้นอย่างไร และแตกต่างจากปัจจุบันอย่างไร

.”สภาพัฒน์” เปิดวิสัยทัศน์ “แผนฯ 14”

นายดนุชา กล่าวว่า ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 (2566–2570) ยังคงมีความห่างจากเป้าหมายค่อนข้างมาก เนื่องด้วยไทยต้องเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตหลังโควิด-19 ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อพุ่งสูง สงครามการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ส่งผลให้รายได้ประชาชาติต่อหัวในปี 2568 ทำได้ 8,300 กว่าดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีในปี 2570 นอกจากนี้ ข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ช้า คือการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพที่ขยายตัวในระดับต่ำมาก โดยในปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.2% เท่านั้น ขณะที่ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (IMD Ranking) ปัจจุบันอยู่อันดับที่ 26 แม้ว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากอันดับ 30 แต่ไทยไม่เคยไต่ขึ้นไปสูงกว่าอันดับที่ 25

เป้าหมายหลักของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงมุ่งมั่นที่จะสร้างเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูงขึ้น ทั่วถึงมากขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น โดยตั้งเป้าดันอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้เติบโตในระดับ 3% Plus อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รายได้ของประเทศและประชาชนสูงขึ้น กระจายประโยชน์ไปสู่คนทุกกลุ่ม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว รวมทั้งตั้งเป้าหมายในการผลักดันอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้ก้าวสู่ Top 20 ของโลก ภายในปี 2572 ควบคู่ไปกับการเร่งยกระดับผลิตภาพการผลิตและการบริการทั่วทั้งระบบ

.”อนุทิน” ชี้ศักยภาพไทยตอบโจทย์ธุรกิจทั่วโลก

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษภายใต้แนวคิดเปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม ว่า ไทยกำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่รอบด้าน ทั้งมิติภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่บทเรียนจากภัยพิบัติและน้ำท่วมในปัจจุบัน สะท้อนชัดเจนว่าการพัฒนาประเทศต้องไม่ได้วัดแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือโครงการที่สวยหรู แต่วัดที่ความสามารถในการทำให้ประชาชนใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง

นายอนุทิน ยังได้กล่าวถึงทิศทางการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศว่า โลกยุคปัจจุบันไม่ได้มองหาประเทศที่มีต้นทุนการผลิตหรือค่าแรงต่ำที่สุดอีกต่อไป แต่มองหาประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ มีกติกาที่โปร่งใส มีความพร้อมด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน มีรัฐบาลที่ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพตอบโจทย์นักลงทุนทั่วโลกได้สมบูรณ์แบบ ไทยจะไม่ลงแข่งขันด้วยการตัดราคาค่าแรง แจกสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเซ็นเช็คเปล่า แต่จะแข่งขันด้วยคุณภาพ นวัตกรรม และศักยภาพทางภูมิศาสตร์ นักลงทุนที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยไม่ได้มองเพียงแค่ตลาดประชากร 70 ล้านคน แต่กำลังเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน โดยมุ่งเป้าดึงดูดกลุ่มอุตสาหกรรมมูลค่าสูง อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เซมิคอนดักเตอร์, ยานยนต์สมัยใหม่, เทคโนโลยีสุขภาพ และพลังงานสะอาด

.ลั่นแผน 14 ของคนทั้งชาติ ไม่ยึดติดการเมือง

สำหรับมิติการปฏิรูประบบราชการ นายอนุทิน กล่าวว่า ภาครัฐต้องเป็นฝ่ายปรับตัวและเปลี่ยนโครงสร้างก่อน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนหรือภาคเอกชนปรับตัวอยู่ฝ่ายเดียว ให้ขจัดค่านิยมรับราชการแบบเกียร์ว่าง ที่มักมองว่าไม่ทำอะไรก็รอเลื่อนขั้น ทำงานมากมีความเสี่ยงที่จะถูกจับผิด ให้หมดสิ้นไป โดยต้องสร้างหลักประกันให้ข้าราชการกล้าตัดสินใจแก้ปัญหา และสร้างผลลัพธ์ให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด และโปร่งใส

“หัวใจสำคัญในการนำแผนฯ ฉบับที่ 14 ไปปฏิบัติจริง ต้องไม่ผูกติดกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ต้องเป็นวาระร่วมกันของคนทั้งชาติ โดยเปลี่ยนผ่านจากการวางแผนสู่การสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม เปลี่ยนการตัดสินใจให้เป็นการลงมือทำ และเปลี่ยนการลงมือทำให้เป็นผลลัพธ์ที่พี่น้องประชาชนสัมผัสได้ หากทำสำเร็จ ประเทศไทยจะสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้”

.5 รองนายกฯ แนะเปลี่ยนไอเดียเป็นการลงมือทำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ยังได้จัดเวทีเสวนาพิเศษ “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” โดย 5 รองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกันเสนอแนะการจัดทำแผนฯ 14 เพื่อให้เป็นแผนที่ลงมือทำ เห็นผลชัดเจน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดทำแผนพัฒนาฯ 14 ควรแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่  1. จะต้องเลือกเป้าให้ชัด วัดผลได้ เห็นผลใน 1 ปี เห็นปลายทางใน 5 ปี 2. ต้องลำดับความสำคัญการทำงาน เพราะเลือกทำทั้งหมดไม่ได้ เพราะดัชนีชี้วัด (KPI) มีมากกว่า 20 รายการ 3. การลงมือทำจริง และต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้ “ทุกหน่วยงานต้องวางระบบบริหารจัดการ เชื่อมต่อบูรณาการให้ได้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องยากที่สุด แต่ก็ต้องทำ ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการ แต่ควรมีผู้รับผิดและรับชอบ จึงขอเสนอแนะ เปลี่ยนความคิดเป็นลงมือ หรือเปลี่ยน Idea เป็น I do”

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงมีโอกาสที่จะเข้าไปร่วมอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของโลก เช่น กรณีของสหรัฐอเมริกา และจีน ที่อยู่คนละขั้ว แต่เป็นตลาดใหญ่ที่ไทยพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 1 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย ในการหารือกับสหรัฐฯ ก็เน้นการสร้างสมดุลการค้า ส่วนจีนที่ไทยขาดดุลการค้าจำนวนมาก ก็เน้นสร้างความร่วมมือลงทุนในไทยในอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้วัตถุดิบและแรงงานในไทย ขณะที่อินเดีย กำลังหาโมเดลธุรกิจที่จะร่วมมือกับสร้างการเติบโตด้านการค้า การลงทุนในตลาดโลก “ท่ามกลางวิกฤต และความท้าทายของโลก เราต้องหาโอกาสทำให้ผู้ประกอบการเติบโตได้โดยต้องให้เกิดการกระจายตัวของรายได้ สร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตร ผู้ประกอบการรายย่อย กลาง และเล็ก รวมถึงขยายตลาดให้ภาคธุรกิจอย่างกว้างขวางขึ้น จะช่วยเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสของธุรกิจไทย”

ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในแผนฯ 14 รัฐบาลจะเร่งปรับโครงสร้างภาครัฐ ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และการปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการ เช่นเดียวกับระบบงบประมาณใหม่ หากทำสำเร็จโดยปรับโครงสร้างให้เหมาะสมแล้ว จะพิจารณาปรับสวัสดิการ วิธีการจ้าง และค่าตอบแทนให้เป็นไปตามกลไกตลาดต่อไป พร้อมผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) เพื่อรับมือโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้น โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับสังคม บนหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน “ที่ผ่านมาเวทีเสวนาพูดถึงมิติเศรษฐกิจมาก แต่มิติสังคมได้รับความสนใจน้อย แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับสังคมให้ได้ โดยคิดถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง เน้นความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนเป็นหลัก”

.พัฒนาทุนมนุษย์-พลิกโฉมการทูตเชิงรุกเศรษฐกิจ

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องประกาศพลิกโฉมการทูตไทยสู่เชิงรุก โดยย้ำว่าไทยต้องมีอิสรภาพเชิงนโยบาย ท่ามกลางสงครามมหาอำนาจ เราจะอยู่ตรงกลางโดยไม่มีท่าทีไม่ได้ ท่าทีของเราต้องรู้ว่าผลประโยชน์และหลักการอยู่ตรงไหน “ไทยไม่สามารถวางตัวเป็นกลางอย่างไร้ท่าทีได้ จำเป็นต้องรักษาอิสรภาพเชิงนโยบาย บนพื้นฐานผลประโยชน์และหลักการของชาติ พร้อมดึงกลุ่มประเทศ Middle Power เช่น สหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ เข้ามาเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์เพื่อลดการพึ่งพามหาอำนาจหลักเพียงขั้วเดียว ควบคู่กับการดำเนิน Economic Diplomacy นำเอกชนไทยบุกเบิกตลาดใหม่เพื่อปักหมุดอนาคตใหม่ให้เศรษฐกิจไทยในเวทีโลก”

นายยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ในแผนฯ 14 ต้องให้ความสำคัญการพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรมของประเทศไทย สู่การสร้างประเทศแห่งผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหลอมรวมศักยภาพระดับบุคคล ให้กลายเป็นความเข้มแข็งระดับชาติ ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก นอกจากนี้ยังต้องทรานส์ฟอร์มการศึกษาและพัฒนาคนในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงต้องส่งเสริมให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เป็นการแก้ปัญหาเชิงลึก ช่วยให้ปรับตัวและต่อยอดนวัตกรรมใหม่ได้นับสิบรูปแบบเมื่อโลกเปลี่ยน

 




Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ