
เดือนสิงหาคม 2567 ไทยผลิตรถยนต์ได้ 124,646 คัน เพิ่มขึ้น 10.93% และยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น 25.59% โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นปัจจัยหนุนหลัก
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เดือน ส.ค.ไทยผลิตรถยนต์ได้ 124,646 คัน เพิ่มขึ้น 10.93% จากปีก่อน ส่วนยอดขายในประเทศอยู่ที่ 59,809 คัน เพิ่มขึ้นถึง 25.59% ขณะที่ 8 เดือนแรกมียอดขาย 465,971 คัน เพิ่มขึ้น 16.60%
แรงส่งสำคัญมาจากรถยนต์ไฟฟ้า เดือนเดียวขาย BEV ได้ 19,721 คัน เพิ่มขึ้น 113.29% และรถ HEV ขาย 14,807 คัน เพิ่มขึ้น 31.84% สวนทางรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปที่ขายได้ 7,973 คัน ลดลง 17.04% สะท้อนการเปลี่ยนโฉมของตลาดอย่างชัดเจน
แต่รถกระบะยังเหนื่อย เดือน ส.ค.รถกระบะ 1 ตันขายได้ 5,177 คัน ลดลง 10.77% ส่วนดับเบิลแค็บขาย 4,910 คัน ลดลง 3.63% และยอดขายกระบะ 1 ตันสะสม 8 เดือนลดลง 16.67% โดย ส.อ.ท.ชี้ว่า ตลาดกระบะซึ่งเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของอุตสาหกรรมไทยหดตัวต่อเนื่องหลายปี กระทบตั้งแต่ผู้ผลิตรถไปถึงซัพพลายเชนชิ้นส่วน
แรงกดดันส่วนหนึ่งมาจากการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด เศรษฐกิจโตต่ำ รายได้เอสเอ็มอีอ่อนแรง และหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้กำลังซื้อรถกระบะยังไม่กลับมาเต็มที่
ด้านส่งออก เดือน ส.ค.ไทยส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 69,724 คัน ลดลง 2.04% โดยตลาดตะวันออกกลางลดลงถึง 40.24% หรือหายไป 7,146 คัน จากผลกระทบการสู้รบ ขณะที่ยอดส่งออกสะสม 8 เดือนอยู่ที่ 565,037 คัน ลดลง 6.29%
แม้ตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือยังขยายตัว แต่ไม่สามารถชดเชยตลาดที่หายไปได้ทั้งหมด โดยเฉพาะรถกระบะ ซึ่งเดือน ส.ค.ส่งออก 39,079 คัน ลดลง 5.01%
ขณะที่รถไฟฟ้ากลับโตแรงต่อเนื่อง ยอดจดทะเบียน BEV ใหม่เดือน ส.ค.อยู่ที่ 24,505 คัน เพิ่มขึ้น 113.35% ส่วนยอดสะสม 8 เดือน 168,686 คัน เพิ่มขึ้น 82.17% สะท้อนว่าผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนผ่านสู่รถพลังงานไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว
โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมไทยจึงอยู่ที่การประคอง “สองตลาด” ให้เดินไปพร้อมกัน คือรับการเติบโตของรถไฟฟ้า ขณะเดียวกันต้องรักษาฐานรถกระบะ ซึ่งเชื่อมโยงกับโรงงานชิ้นส่วนและการจ้างงานจำนวนมาก ไม่เช่นนั้นยอดผลิตที่ฟื้นขึ้น อาจไม่ได้แปลว่าฐานอุตสาหกรรมไทยฟื้นครบทั้งกระดาน