ม.หอการค้าไทยฟันธง พิษอุทกภัย 5 วัน กระทบ 1.2หมื่นล้าน ฉุด GDP 0.066%

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ม.หอการค้าไทยฟันธง พิษอุทกภัย 5 วัน กระทบ 1.2หมื่นล้าน ฉุด GDP 0.066%

Date Time: 29 ก.ย. 2569 08:31 น.

Video

อธิบายง่ายๆ Stablecoin ทำงานยังไง ? | Digital Frontiers EP. 76

“Summary“

ม.หอการค้าไทย ประเมินน้ำท่วม 5 วัน ตั้งแต่ 25-29 ก.ย. ทำเศรษฐกิจเสียหาย 1.25 หมื่นล้านบาท ฉุด GDP ดิ่ง 0.066% กรุงเทพฯ-ปริมณฑล หนักสุด เสียหาย 8.8 พันล้านบาท ตามด้วยภาคตะวันออก แต่ยังไม่มีนัยสำคัญฉุดเศรษฐกิจทั้งปี ถ้าสถานการณ์คลี่คลายเร็ว

Latest


นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 25–29 ก.ย.69 รวม 5 วัน ครอบคลุมกรุงเทพฯ และ 26 จังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่า จากการประเมินพบว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีฐานอยู่ที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือราว 0.066% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของทั้งปี 69 โดยมีกรอบประมาณการอยู่ระหว่าง 5,896–20,635 ล้านบาท หรือ 0.03–0.11% ของ GDP ขึ้นอยู่กับขอบเขตพื้นที่น้ำท่วมจริงและความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักภายหลัง


อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าว ยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ และสินค้าคงคลัง รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะประเมินได้ชัดเจนภายหลังน้ำลด ศูนย์ฯ คาดว่าสถานการณ์อุทกภัยจะคลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ หากยืดเยื้อเกินกว่าที่คาด ศูนย์ฯ จะทบทวนผลการประเมินอีกครั้ง


“ความเสียหายในกรณีฐานเทียบเท่าราว 0.06% ของ GDP ทั้งปี หรือราว 0.26% ของ GDP ไตรมาส 3/69 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัว โดย GDP ไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ศูนย์ฯ จึงประเมินว่า ผลกระทบดังกล่าวยังไม่รุนแรงถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจทั้งปี แต่เพิ่มแรงกดดันด้านต่ำต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะหากน้ำในลุ่มเจ้าพระยายืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาส 4”




ทั้งนี้ จากผลการประเมินชี้ว่า กรุงเทพฯได้รับความเสียหายสูงสุดราว 7,014 ล้านบาท คิดเป็นราว 57% ของความเสียหายทั้งหมด หรือเทียบเท่าราว 0.11% ของ GDP กรุงเทพฯ เพราะกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และกิจกรรมเศรษฐกิจหลักเป็นภาคการค้าและบริการ ซึ่งต้องอาศัยการเดินทางของผู้บริโภคและแรงงาน แม้น้ำท่วมหนักจะกระจุกอยู่ฝั่งตะวันออกของเมือง และภาคการเงินหรืองานสำนักงานส่วนใหญ่ยังทำงานจากบ้านได้ ส่วนปริมณฑลได้รับความเสียหายราว 1,839 ล้านบาท โดยสมุทรปราการได้รับผลกระทบหนักที่สุดในกลุ่มนี้ แต่หากรวมกรุงเทพฯและปริมณฑล (สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม) จะเสียหายสูงถึง 8,853 ล้านบาท


ขณะที่ภาคตะวันออกได้รับความเสียหายเป็นอันดับ 2 ราว 2,976 ล้านบาท โดยชลบุรีเสียหายมากที่สุดราว 2,101 ล้านบาท เนื่องจากน้ำท่วมเริ่มขึ้นก่อนพื้นที่อื่น พัทยามีน้ำท่วมขังสูงเกือบ 1 เมตร และเศรษฐกิจของจังหวัดพึ่งพาการท่องเที่ยว ค้าปลีก และโลจิสติกส์ท่าเรือ ซึ่งอ่อนไหวต่อการหยุดชะงักของการเดินทาง ส่วนจังหวัดอุตสาหกรรมอื่นในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะน้ำท่วมมีลักษณะท่วมขังเป็นจุด และยังไม่พบรายงานว่านิคมอุตสาหกรรมแห่งใดต้องหยุดการผลิต ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความเสียหายต่อกิจกรรมเศรษฐกิจในช่วง 5 วันยังค่อนข้างจำกัด


นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อ การบริโภค การท่องเที่ยว และภาคบริการในเขตเมืองมากที่สุด เพราะทำให้การจับจ่ายใช้สอยในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสถานบริการน้ำมันลดลง การเดินทางของแรงงานหยุดชะงัก และวันหยุดพิเศษ 2 วันใน 4 จังหวัดทำให้วันทำงานหายไปในพื้นที่ที่มีขนาดเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะที่ในภาคตะวันออก น้ำท่วมขังในเมืองพัทยาและพื้นที่ท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรีทำให้นักท่องเที่ยวยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง และรายได้ของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการที่เกี่ยวเนื่องลดลง ความเสียหายในช่องทางนี้ส่วนใหญ่ไม่สามารถชดเชยคืนได้ โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานรายวันและผู้ประกอบการรายย่อย


ช่องทางถัดมาคือ โลจิสติกส์และการกระจายสินค้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากถนนสายหลักที่ถูกน้ำท่วม และการขนส่งสินค้าไปยังสาขาค้าปลีกในบางพื้นที่ เช่น บางกะปิ มีนบุรี และรังสิต ส่วน ภาคการผลิต ได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านการเดินทางของแรงงานและการขนส่งวัตถุดิบมากกว่าความเสียหายต่อโรงงานโดยตรง


“ตอนนี้ เริ่มเห็นสินค้าหลายอย่างปรับขึ้นราคา โดยเฉพาะผักสด ผักใบอ่อน ซึ่งต้องติดตามอย่างต่อเนื่องถึงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 10–18 ต.ค.69 อย่างไรก็ตาม ผลต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะจำกัดและเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว สำหรับ ภาคเกษตร ความเสี่ยงสำคัญอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นในช่วงที่ข้าวนาปีใกล้เก็บเกี่ยว ความเสียหายต่อผลผลิตจะปรากฏชัดเจนหลังน้ำลดและมีการสำรวจพื้นที่จริง”


อย่างไรก็ตาม ศูนย์ฯ เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการใน 3 ด้าน คือ 1.การเยียวยาที่รวดเร็วและตรงกลุ่ม โดยให้น้ำหนักกับแรงงานนอกระบบและผู้ประกอบการรายย่อยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งไม่ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคม ควบคู่กับมาตรการพักชำระหนี้และ/หรือสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับธุรกิจที่ได้รับความเสียหาย 2.การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาเพื่อลดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมและนิคมอุตสาหกรรมในภาคกลางตอนล่าง พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายด้านการเกษตรเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือโดยเร็ว และ3.การดูแลราคาและปริมาณสินค้าจำเป็นอย่างต่อเนื่องจนถึงเทศกาลกินเจ ขณะเดียวกันก็ควรเร่งลงทุนยกระดับระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ




Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ