เพิ่มโอกาสการค้า สร้างเครือข่ายธุรกิจ GI ไทยในจีน "พาณิชย์" ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

เพิ่มโอกาสการค้า สร้างเครือข่ายธุรกิจ GI ไทยในจีน "พาณิชย์" ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

Date Time: 28 ก.ย. 2569 05:00 น.

Video

ทำไมทุกวันนี้ NVIDIA แทบไม่ได้เป็นแค่บริษัทขายชิปอีกต่อไป ? | Digital Frontiers EP.77

“Summary“

กรมทรัพย์สินทางปัญญา และ สสว. นำทัพ 6 สินค้า GI ไทยบุกตลาดจีน จัดเจรจาธุรกิจ ณ กรุงปักกิ่ง คาดกวาดรายได้กว่า 100 ล้านบาท พร้อมเร่งผลักดันจดทะเบียน "GI 3+3" ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

Latest


หนึ่งในภารกิจสำคัญของ “กรมทรัพย์สินทางปัญญา” กระทรวงพาณิชย์ นอกจากการผลักดันให้สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทยขึ้นทะเบียน “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” หรือ GI เพื่อคุ้มครองชื่อสินค้า สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค เพิ่มโอกาสทางการตลาด และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าแล้ว

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมการตลาดและขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า GI ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ ควบคู่กับการสร้างการรับรู้ และความเชื่อมั่นต่อสินค้า GI ไทยในต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 21-23 ก.ย.69 “นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และ “นางพิมลภา สุวพานิช” รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้นำผู้ประกอบการสินค้า GI ไทยไปจัดแสดงและจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาและต่อยอดทางการค้าโดยตรง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และคู่ค้าในตลาดจีน ทำให้สินค้า GI ไทยเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น


พร้อมกันนั้น ยังใช้โอกาสนี้หารือกับหน่วยงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา และภาคเอกชนจีน เพื่อผลักดันความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างกัน “ทีมเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์ “นางอรมน” เกี่ยวกับรายละเอียดในเรื่องนี้


พา GI เจรจาธุรกิจ–สร้างเครือข่ายในจีน

“นางอรมน” เล่าว่า กรมร่วมกับ สสว. ส่งเสริมช่องทางการตลาดสินค้า GI ไทยสู่ตลาดสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของจีน 2 แห่ง ได้แก่ ตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ กรุงปักกิ่ง และตลาดโส่วเหิง เกาเปยเตี้ยน มณฑลเหอเป่ย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ มีโครงข่ายกระจายสินค้าไปยังพื้นที่โดยรอบ

โดยได้นำผู้ประกอบการ GI ไทย 6 รายการเดินทางมาสำรวจตลาด และจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาทางธุรกิจ กับผู้นำเข้าและผู้ซื้อจากทั้ง 2 ตลาดเมื่อวันที่ 21–22 ก.ย.69 ได้แก่ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และมังคุดเขาคีรีวง (นครศรีธรรมราช) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มะขามหวานเพชรบูรณ์ กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก และส้มมะปี๊ดจันทบุรี ซึ่งมีความโดดเด่นต่างกันตามแหล่งผลิต ทั้งลักษณะเฉพาะ คุณภาพ และรสชาติ อีกทั้งยังจำหน่ายได้ทั้งผลไม้สด และแปรรูป ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้หลากหลาย

กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ GI ไทยได้พบปะและเจรจากับผู้นำเข้า ผู้ซื้อในจีนโดยตรง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสินค้า ความต้องการตลาด เงื่อนไขทางการค้า โอกาสพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต รวมทั้งจะได้รับข้อมูลและข้อเสนอแนะจากผู้ซื้อผู้นำเข้า เพื่อนำไปพัฒนาสินค้า บรรจุภัณฑ์ ราคา และเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดจีนมากยิ่งขึ้น

“สินค้าทั้ง 6 รายการ มีศักยภาพทำตลาดในจีนได้ และหลายตัว คนจีนชื่นชอบอยู่แล้ว เช่น ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นตรงที่มีสีชมพู ซึ่งจีนจะใช้เป็นผลไม้มงคลนำไปไหว้ หรือเป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ ส่วนมะขามหวาน หรือกล้วยตาก ที่ให้พลังงานสูง เป็น superfood หรือ healthy food ได้ เหมาะกับคนออกกำลังกาย มะพร้าวน้ำหอม คนจีนก็รู้จัก แต่ส้มมะปี๊ดจันทบุรี และมังคุดเขาคีรีวง เพิ่งมาเปิดตลาด”

ทั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจีนอย่างคึกคัก คาดว่าจะสร้างยอดขายภายใน 1 ปี ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท ถือเป็นการขยายตลาดและเชื่อมโยงสินค้า GI ไทยกับคู่ค้าในจีนต่อเนื่องจากเมื่อเดือน มิ.ย.69 ที่กรมนำผู้ประกอบการ GI เข้าร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าจีน ณ ตลาดฮุยจ่าน นครเซี่ยงไฮ้ และได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซื้อขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษกว่า 500 ตัน

สสว.หนุนผู้ประกอบการโกอินเตอร์

ขณะที่ “นางพิมลภา สุวพานิช” รองผู้อำนวยการ สสว. ซึ่งให้การสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้ กล่าวว่า สสว.ยินดีที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ทำโครงการนี้ เพราะช่วยเปิดโอกาสทางการตลาดให้ GI ไทยในต่างประเทศ ซึ่งหลายสินค้ามีศักยภาพมาก และหวังว่า จะสร้างยอดขาย และเครือข่ายทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยได้มากขึ้น

“สสว. ยินดีสนับสนุนโครงการของกระทรวงพาณิชย์ ที่ช่วยสร้างโอกาสทางการค้า การตลาด และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง เพื่อช่วยกันทำให้ผู้ประกอบการเข้มแข็งอย่างยั่งยืน”

“นางสาววรพชร วงษ์เจริญ” ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง บริษัท แรบบิทจันท์ จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปและเครื่องดื่มจาก “ส้มมะปี๊ดจันทบุรี” กล่าวว่า กิจกรรมจับคู่เจรจาทางธุรกิจที่ปักกิ่ง เป็นครั้งแรกที่บริษัทขยายตลาดสู่ต่างประเทศภายใต้แบรนด์สินค้าของตนเอง คือ “Rabbit Chan” (แรบบิทจันท์) จากปัจจุบันที่ผลิตน้ำมะปี๊ดเข้มข้นป้อนให้แบรนด์อื่น (OEM) เช่น พันธุ์ไทย โดยสินค้าที่นำมา มีเครื่องดื่มน้ำมะปี๊ดชนิดเข้มข้นไซรัป ที่ผสมกาแฟ หรือชาก็ได้, น้ำมะปี๊ดผสมน้ำผึ้ง, น้ำมะปี๊ดผสมวิตามินซี, สเปรย์ดับกลิ่นเท้าจากส้มมะปี๊ด ฯลฯ

“ผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจีนหลายรายสนใจสินค้าของเรา และอยากนำเข้าเพื่อทดลองตลาด โดยเฉพาะสเปรย์ดับกลิ่นเท้า ถือเป็นโอกาสขยายตลาดและสร้างเครือข่ายธุรกิจในจีน ขอบคุณกรมทรัพย์สินทางปัญญา และ สสว.ให้โอกาสกับบริษัท ที่อยากบอกต่อเอกลักษณ์เฉพาะของส้มมะปี๊ด พืชหลังบ้านให้ทั้งคนไทย และคนทั่วโลกได้รู้จัก”

นอกจากนี้ การที่ส้มมะปี๊ดจันทบุรีได้ขึ้นทะเบียน GI ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับพืชท้องถิ่นของจังหวัดได้มาก เพราะราคาปรับสูงขึ้นจากเดิมขายได้กิโลกรัม (กก.) ละ 3 บาท เป็น กก.ละ 35–40 บาท ทั้งยังช่วยให้คนในท้องถิ่น ที่เป็นเครือข่ายของบริษัทราว 200 ราย มีรายได้สูงถึง เดือนละ 40,000–100,000 บาท จากการขายผลผลิตให้บริษัท และจะเพิ่มขึ้นได้อีก ถ้าบริษัทสามารถขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้มากขึ้น

ผนึก “CP ปักกิ่ง” ขยายตลาด GI ไทย

นอกจากการนำผู้ประกอบการ GI ไทยมาเปิดตลาด และสร้างเครือข่ายทางการค้าในจีนโดยตรงแล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญายังได้หารือกับนางจาง เวย ประธานอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท CP Investment จำกัด บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ในจีน ให้ช่วยขยายตลาดสินค้า GI ไทยในจีนด้วย

“นางอรมน” กล่าวว่า CP Investment สนใจนำเข้าสินค้า GI ไทยมาจำหน่ายในจีน และได้แนะนำข้อควรพิจารณาก่อนนำสินค้า GI ไทยเข้าสู่จีน ตั้งแต่คุณลักษณะของสินค้า ปริมาณ ราคา บรรจุภัณฑ์ อายุการเก็บรักษา กฎระเบียบการนำเข้าและมาตรฐานความปลอดภัย ไปจนถึงการจัดส่ง ซึ่งนำมาใช้ประเมินความพร้อมและปรับปรุงสินค้าให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทางการค้าและลักษณะของตลาดจริง

“ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการคัดเลือกสินค้า GI ที่มีศักยภาพและความพร้อม เช่น ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และ GI อื่นๆที่ได้รับความนิยมในจีน นำร่องทดลองตลาดผ่านช่องทางจำหน่ายของ CP รวมถึงเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่าย เพื่อศึกษาการตอบรับของผู้บริโภค ระดับราคา และการทำตลาดร่วมกัน ก่อนนำข้อมูลมาใช้กำหนดกลยุทธ์เพื่อขยายตลาดในระยะต่อไป”

นอกจากนี้ ยังได้นำผู้ประกอบการ GI ไทย เยี่ยมชมร้าน CP Fresh mart ในปักกิ่ง เพื่อศึกษารูปแบบการค้าปลีกยุคใหม่ โดยมีสินค้ากว่า 3,000 รายการ ข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับเป็นประโยชน์ต่อการวางแนวทางส่งเสริมสินค้า GI ไทยในจีน โดยเฉพาะความเหมาะสมของสินค้าและช่องทางจำหน่าย

ไทย–จีนร่วมดัน “GI 3+3” ตามบัญชาผู้นำ

“นางอรมน” ยังเล่าถึงการหารือกับหน่วยงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของจีนว่า การหารือกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน (CNIPA) และสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (SAMR) เพื่อร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ประสบความสำเร็จมาก โดยเฉพาะโครงการนำร่อง “GI 3+3 ไทย–จีน” เพื่อแลกเปลี่ยนการขึ้นทะเบียน GI ฝ่ายละ 3 สินค้า

ในการหารือกับ CNIPA กรมได้นำส่งคำขอขึ้นทะเบียน GI ไทย 3 สินค้า ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง เพื่อยื่นจดทะเบียนในจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งรับคำขอขึ้นทะเบียน GI จีน 3 สินค้า ได้แก่ เหล้าเหมาไถกุ้ยโจว ชาเพิ่งหวงตานฉง และเครื่องเคลือบดินเผาสีขาวเต๋อฮั่ว จาก CNIPA เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการขึ้นทะเบียนในไทยเช่นกัน

“ทั้ง 2 ฝ่ายตั้งเป้าหมายขึ้นทะเบียนให้แล้วเสร็จในช่วงต้นปี 70 เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าชุมชนไทยสู่ตลาดจีน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามที่นายกรัฐมนตรีไทย และจีนได้หารือกันไว้ระหว่างการเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทย เมื่อเดือน ก.ค.69 เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันของไทยในต่างประเทศ”

ส่วนการหารือกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐ ประชาชนจีน (SAMR) ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องกันเบื้องต้นว่า แผนกิจกรรมปี 70 ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ที่ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 20 ก.ค.69 อาจรวมถึงการอบรมเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ประกอบการ การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีด้านการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะป้องกันการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การละเมิดสินค้า GI ฯลฯ

ขณะที่การหารือกับสำนักงานลิขสิทธิ์แห่งชาติจีน (NCAC) ทั้ง 2 ฝ่ายจะจัดทำ MOU ฉบับใหม่ เพื่อกระชับความร่วมมือในการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในยุคปัจจุบัน และแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ รวมถึงการป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ทางออนไลน์

นอกจากนี้ ยังได้พบหารือกับบริษัท Beijing Innovation Center of Humanoid Robotics (X-Humanoid) ซึ่งเป็นศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ระดับโลกของจีน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพัฒนาระบบสนับสนุนทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของไทย ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

“การหารือกับหน่วยงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา และการแลกเปลี่ยนมุมมองกับภาคเอกชนจีน เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย–จีน โดยผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างกัน พร้อมผลักดันการคุ้มครอง GI เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ตลาดจีนอย่างเป็นรูปธรรม” นางอรมนกล่าวทิ้งท้าย.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ