
10 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กหารือกระทรวงอุตสาหกรรมและ สมอ. เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานเหล็กทั้งในโรงงานและท้องตลาด
นายนาวา จันทนสุรคน แกนนำพร้อมผู้บริหาร 10 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็ก เปิดเผยหลังเข้าพบนายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงติดตามความคืบหน้าการกำหนดมาตรฐาน การตรวจสอบสินค้า และมาตรการควบคุมเหล็กในประเทศ
ภาคเอกชนระบุว่า การเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสินค้าเหล็ก ทั้งจากโรงงานผลิตและการสุ่มตรวจในท้องตลาด เป็นมาตรการสำคัญในการสกัดสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตสินค้าตามกฎหมาย ขณะเดียวกันยังช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพต่ำไปใช้ในงานก่อสร้าง
ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการเร่งปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ทั้งเหล็กเส้นข้ออ้อยและเหล็กเส้นกลม รวมถึงเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่เข้าสู่ภาคก่อสร้างมีคุณสมบัติสอดคล้องกับหลักวิศวกรรมและมาตรฐานความปลอดภัย
นายนาวาระบุว่า เหล็กเป็นวัสดุสำคัญของบ้าน อาคาร โรงพยาบาล โรงเรียน ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การผ่อนปรนมาตรฐานเพื่อเปิดทางให้ลดต้นทุนจึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ซื้อหรือผู้ขาย แต่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินโดยตรง
อีกเรื่องที่ภาคอุตสาหกรรมจับตาคือการนำเข้าโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูป หรือ Pre-Fabricated Steel ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโครงสร้างบ้าน อาคาร และชิ้นส่วนโครงสร้างจากต่างประเทศ ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐาน มอก. ที่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ในลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจน
ภาคเอกชนมองว่า โครงสร้างสำเร็จรูปหนึ่งชุดอาจประกอบด้วยวัสดุหลายประเภท ทั้งเหล็กแผ่น ท่อเหล็ก เหล็กเส้น และเหล็กโครงสร้าง หากไม่มีเกณฑ์ควบคุมที่ชัดเจน ย่อมทำให้การตรวจสอบคุณภาพทำได้ยาก จึงเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมและ สมอ. เร่งพิจารณาจัดทำมาตรฐานสำหรับโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูป ควบคู่กับระบบตรวจสอบย้อนกลับและการตรวจสินค้านำเข้า
สำหรับการนำเข้าเหล็ก 10 สมาคมฯ เห็นว่าการทำงานร่วมกันของกระทรวงอุตสาหกรรม สมอ. และกรมศุลกากรในการตรวจสอบสินค้าและดำเนินการกับกรณีฝ่าฝืนกฎหมายมีความสำคัญต่อกลไกตลาด โดยพร้อมสนับสนุนการให้ความรู้ผู้บริโภค การสุ่มตรวจสินค้า และการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้การเลือกใช้เหล็กสอดคล้องกับประเภทงานก่อสร้าง
ด้านภาพรวมตลาดเหล็ก นายนาวาคาดว่า ปี 2569 ไทยจะมีความต้องการใช้เหล็กราว 18.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 5% จากปีก่อน ขณะที่ผู้ผลิตในประเทศมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 35% หรือราว 8.1 ล้านตัน ส่วนที่เหลือเป็นการนำเข้า ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 12 ล้านตัน สะท้อนว่าเหล็กนำเข้ายังคงมีบทบาทสูงในตลาดไทย
ภาคอุตสาหกรรมจึงเสนอให้ภาครัฐและเอกชนเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กในหลายด้านพร้อมกัน ทั้งขีดความสามารถในการแข่งขัน คุณภาพ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรม โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเป็นธรรม เพราะมาตรฐานเหล็กไม่ได้เป็นเพียงเรื่องต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดก่อสร้างและความปลอดภัยของประชาชน