
สนข. ได้รับงบประมาณปี 2570 จำนวน 250 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการศึกษาขนส่งสาธารณะใน 11 จังหวัดภูมิภาค และการจัดทำกฎหมายรองรับพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD)
นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2570 นี้ สนข.ได้รับจัดสรรงบประมาณจำนวน 250 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นงบรายจ่ายประจำ และมีการศึกษาใหม่จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1.ศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนระบบขนส่งสาธารณะในเขตเมืองหลักในภูมิภาค กรุงเทพมหานคร วงเงินทั้งสิ้น 26,904,500 บาท ระยะเวลาศึกษา 2 ปี
.ตั้งงบปี70ศึกษาEV Bus ผุด11หัวเมืองภูมิภาค
โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ เฉลี่ย 10% ในปี 70 และ 20% ในปี 80 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เมืองภูมิภาคของประเทศไทย มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี โดยจะศึกษาสำรวจข้อมูลการเดินทางในเขตเมืองหลักในภูมิภาค จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ 1. เชียงใหม่ 2. เชียงราย 3. พิษณุโลก 4. อุดรธานี 5. ขอนแก่น 6. นครราชสีมา 7. อุบลราชธานี 8. พระนครศรีอยุธยา 9. สุราษฎร์ธานี 10. ภูเก็ต 11. สงขลา เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลและแบบจำลองการวิเคราะห์ข้อมูล การเดินทางด้วยระบบสาธารณะในเขตเมืองหลักในภูมิภาค รูปแบบการลงทุนจะสนับสนุนให้องค์กรท้องถิ่นเป็นเจ้าของ โดยว่าจ้างให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการและจัดเก็บรายได้ส่งรัฐ
นายจิรโรจน์ กล่าวต่อว่า 2.โครงการศึกษาเพื่อประเมินและจัดทำคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร ของหน่วยงานในภาคคมนาคมเพื่อนำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี 2050 หรือปี พ.ศ. 2593 วงเงิน 16.7 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาศึกษา 360 วัน หรือ 12 เดือน 3.โครงการจัดทำกฎหมายลูกเพื่อรองรับร่าง พ.ร.บ. การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) วงเงิน 48 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาศึกษา 540 วัน หรือ 18 เดือน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะเสนอได้ภายในปี 69 ซึ่งจากการวิเคราะห์ พบว่า แนวพื้นที่ตามเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดงมีความเหมาะสม และมีศักยภาพในการพัฒนา TOD
.ปี70ได้ใช้ “ตั๋วร่วม” แน่!-รถไฟฟ้าทุกสายทาง
นอกจากนั้น นายจิรโรจน์ ยังได้กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนระบบตั๋วร่วมภายใต้พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ว่า ตามนโยบายจะใช้มาตรการอัตราค่าโดยสาร เริ่มต้นไม่เกิน 17 บาท สูงสุดไม่เกิน 45 บาท ต่อเที่ยวการเดินทางกับรถไฟฟ้าทุกสาย ทุกสี ทุกสายทาง ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 70 นี้อย่างแน่นอน และตามแผนงานจะขยายสู่รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสาร และรถโดยสาร บขส. ในปี 71-73 โดยใช้บัตร EMV และ Thai ABT (QR) เต็มรูปแบบ หรือ ตั๋วใบเดียวเดินทางครอบคลุม รถไฟฟ้า รถประจำทาง เรือโดยสาร และ บขส. เชื่อมต่อทุกระบบ ไร้รอยต่อ
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ได้มอบหมายให้ รฟม. และ กทม.เจรจากับผู้ให้บริการ กรณีการใช้อัตราค่าโดยสารร่วม 17-45 บาทต่อเที่ยวเดินทางนั้น จะต้องมีการชดเชยแต่ละสายเท่าไร เพื่อกำหนดกรอบการชดเชยในกองทุนตั๋วร่วม สำหรับงบชดเชย เบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะเสนอครม.ขอใช้งบกลาง ส่วนความคืบหน้าของการโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียว และ สีทอง จาก กรุงเทพมหานคร(กทม.)มายังการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)นั้นทาง กทม.มีแผนในเดือน ก.ย.นี้ เตรียมที่จะเสนอให้ สภา กทม. โอนรถไฟฟ้าสีเขียว-สีทอง ให้ รฟม.
ส่วนรถไฟฟ้าสายสีแดง และรถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ซึ่งเป็นโครงการของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เนื่องจาก ตามพ.ร.บ.การรถไฟฯ ระบุว่า ทรัพย์สินของรถไฟ ไม่สามารถโอนได้ ดังนั้น รฟท. ยังต้องเป็นเจ้าของโครงการรถไฟสายสีแดงและแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ต่อไป แต่จะใช้วิธีการโอนสิทธิ์การบริหารจัดการเดินรถ การจัดเก็บรายได้ การซ่อมบำรุง ให้ รฟม. แทน
.ปิดประตูตาย“แลนด์บริดจ์”
นายจิรโรจน์ ยังได้กล่าวถึง หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 69 รับทราบกรณีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ตามที่กระทรวงคมนาคม ได้ ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) ว่า ขณะนี้ สนข.ถอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการ กิจการหรือการดำเนินการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนอย่างรุนแรง รวม 2 ฉบับ ที่ได้เสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) คืนเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตามก่อนที่ สนข.จะถอนรายงาน EHIA ท่าเรือชุมพรและท่าเรือระนองนั้น ขั้นตอนของ EHIA อยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ดังนั้น เมื่อมีการลงนาม MOU กับกลุ่ม SEC Watch เกิดขึ้น ทางกระทรวงฯและสนข. เห็นว่า ควรดำเนินการตาม MOU จึงให้ชะลอโครงการไปก่อน แล้วให้มีการประชุมของคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ที่ตั้งตาม MOU เดินหน้าไปก่อน ส่วนจะเดินหน้าแลนด์บริดจ์ตามเดิมหรือไม่ หรือจะมีการปรับเพิ่มหรือลดขนาดโครงการอย่างไร ต้องรอผลการประชุม โดยเบื้องต้น เห็นว่า ควรจ้างสถาบันการศึกษามาดำเนินการศึกษาความเหมาะสมใหม่ทั้งหมด โดยการศึกษานี้จะครอบคลุมทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้