
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาหัวข้อ “Do’s and Don’ts: ประเทศไทยในเกมโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2569 ว่า ความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันได้เข้าสู่ยุค "Super Dynamic" จากแรงถาโถมของปัจจัยภายนอก ทั้งวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) รวมทั้งการมาถึงของเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และ Quantum Computing ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโลกอย่างสิ้นเชิงและต่อเนื่อง “สังคมไทยมักสนใจแต่เรื่องใกล้ตัวในประเทศ แต่ไม่ได้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นรอบตัว นอกประเทศซึ่งกำลังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”
โดยแนวทางที่จะนำประเทศก้าวข้ามความท้าทายทั้งหมด เห็นควรยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ทั้งความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกัน และมีความรู้และคุณธรรม ส่วนแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ เห็นควรรเปลี่ยนบทบาทภาครัฐจาก "ผู้ควบคุม" (Controller) มาเป็น "ผู้ส่งเสริม" (Facilitator) โดยมองว่าต้องลดการใช้กฎหมายลง ไม่ใช่หาทางเอากฎหมายไปควบคุม “การมีกฎหมายคือการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรต้องมีกฎหมาย”
นายสาโรจน์ อธิวิทวัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิสซิเบิล จำกัด และที่ปรึกษาสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า เม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท เป็นโอกาสทองในรอบ 10 ปีของประเทศ แต่ภาครัฐต้องทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรและการคำนวณผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจริง เกิดมูลค่ามากกว่าการต้องให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและต้นทุนสิ่งแวดล้อมที่ต้องสูญเสียไป เพื่อไม่ให้การลงทุนเป็นเศรษฐกิจศูนย์เหรียญ ที่ไทยได้เพียงค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าก่อสร้าง
นอกจากนั้นยังต้องดึงความได้เปรียบของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่มีอยู่ราว 800–900 แห่ง มาจับคู่เป็นพี่เลี้ยงอำเภอทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวนใกล้เคียงกัน เพื่อช่วยลากเศรษฐกิจท้องถิ่นและเอสเอ็มอีให้เติบโตไปด้วยกันให้ได้ รวมทั้งควรอัดฉีดงบลงทุนสนับสนุนเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัป ซึ่งแม้ขาดทุนก็ถือว่าได้ให้โอกาสในการเรียนรู้ ถือเป็นการลงทุนตรงเพื่อสร้างบุคลากรทักษะสูง
นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงความท้าทายด้านวิกฤตทรัพยากรธรรมชาติผ่านข้อมูล Earth Overshoot Day ปี 2026 พบว่ามนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติหมดไปตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือนก.ค. 2569 และขณะนี้ถือว่าต้องดึงทรัพยากรอนาคตมาใช้
“มูลนิธิฯ ดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องป่าไม้เพื่อสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต รวมถึงการส่งเสริมกาแฟใต้ป่าเพื่อหยุดการทำลายป่า การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในลุ่มน้ำปิงและระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงการนำเทคโนโลยี AI และดาต้ามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการป่าและป้องกันไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพ ทุกภาคส่วนควรเร่งเตรียมความพร้อมรับมือกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) โดยภาคธุรกิจต้องคำนึงถึงต้นทุนทางธรรมชาติที่แท้จริงในการดำเนินธุรกิจ เพื่อป้องกันความเสียหายร้ายแรงที่ไม่สามารถฟื้นฟูคืนมาได้ในอนาคต”
นายณพล จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ประสานงานโครงการ Thailand Studies Programme สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ประเทศสิงคโปร์ และกรรมการผู้จัดการสถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future) กล่าวว่า จากเวทีประชุมนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศ จัดลำดับให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ 3 (Tier 3) ร่วมกับฟิลิปปินส์และเมียนมา ในฐานะประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตจำกัดและกลายเป็น "คนป่วยแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" แม้ในอดีตไทยเคยเป็นหัวขบวนทางเศรษฐกิจและผู้บุกเบิกอาเซียน
“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เครื่องยนต์เศรษฐกิจดั้งเดิมอย่างการท่องเที่ยวและการส่งออกเริ่มเสื่อมถอย ขณะที่บทบาททางการเมืองระหว่างประเทศก็ลดลงจนขาดอำนาจต่อรองกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน ปัญหาความตกต่ำทางเศรษฐกิจและการต่างประเทศเหล่านี้ ล้วนมีต้นตอมาจากโรคเรื้อรังทางการเมืองในประเทศ ที่ขาดเสถียรภาพ เอกภาพ และเจตจำนงในการปฏิรูปโครงสร้าง การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและรัฐประหารที่เกิดขึ้นซ้ำซากทำให้เกิดความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ทำให้พรรคการเมืองมุ่งเน้นการต่อรองประโยชน์ในเครือข่ายอุปถัมภ์มากกว่าการแข่งขันเชิงนโยบายระยะยาวเพื่ออนาคต”
นายณพล กล่าวอีกว่า ประเทศไทยไม่สามารถแก้ภาพลักษณ์ประเทศด้วยการประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องเร่งปฏิรูปการเมืองให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันบริบทโลกเปลี่ยนเป็นยุคปกป้องทางการค้า ทรัพยากรเริ่มถดถอย สังคมสูงวัย และมีหนี้ครัวเรือนกับหนี้สาธารณะสูงจ่อขอบเหว ดังนั้น โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดึงเม็ดเงินลงทุน (Capital Flow) แต่ต้องสร้าง "ความสามารถ" (Capability Flow) ที่มีเทคโนโลยีถ่ายทอดสู่คนไทย
“เราต้องเปลี่ยนจากการมุ่งดึงเม็ดเงินลงทุน (Investment) มาเป็นการพัฒนาความสามารถระยะยาว (Development & Capability) มุ่งไปที่จุดแข็งเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น เกษตร ยานยนต์ การแพทย์ ท่องเที่ยว และอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยกระดับคุณค่าและป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์รั่วไหลออกนอกประเทศ”