
ขสมก. เตรียมทยอยรับมอบรถเมล์ EV จำนวน 1,520 คัน ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2570 และวางแผนจัดหาเพิ่มอีก 800 คัน เพื่อเปลี่ยนเป็นระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าแผนการเดินหน้าเปลี่ยนรถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. จากรถระบบสันดาป ทั้งน้ำมันและก๊าซ เป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า หรือ EV ว่า รถเมล์ EV ชุดแรกจำนวน 1,520 คัน จะทยอยส่งมอบในปี 2570 โดยจะแบ่งเป็น 500 คันภายในสิ้นเดือนมีนาคม อีก 500 คันภายในสิ้นเดือนเมษายน และอีก 520 คันภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม ก่อนที่รัฐบาลจะผลักดันให้จัดหาเพิ่มอีก 800 คัน เพื่อให้การให้บริการรถโดยสารของ ขสมก. ในปี 2570 เปลี่ยนเป็นรถ EV ทั้งหมด
โดยการเปลี่ยนมาใช้รถ EV นอกจากลดการปล่อยมลพิษแล้ว ยังช่วยลดภาระต้นทุนของ ขสมก. โดยเฉพาะค่าซ่อมบำรุงและต้นทุนพลังงาน เนื่องจากรถส่วนหนึ่งเป็นระบบเช่า ซึ่งเมื่อรถมีปัญหาไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระการซ่อมในลักษณะเดิม ขณะที่ต้นทุนพลังงานไฟฟ้ามีความผันผวนน้อยกว่าน้ำมันและก๊าซ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนอัตราค่าโดยสารสำหรับประชาชน ยืนยันว่าค่าโดยสารเริ่มต้นจะปรับจาก 8 บาท เป็น 15 บาท แต่สำหรับการช่วยอุดหนุนกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ยังอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อออกแบบกลไกช่วยเหลือให้เหมาะสม หลังรถเมล์ร้อนทยอยหมดไป โดย ขสมก. อยู่ระหว่างจัดทำข้อมูลการใช้บริการ เพื่อให้สามารถแยกกลุ่มผู้โดยสารและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงกลุ่มมากขึ้น ทั้งนี้ บทบาทของ ขสมก. และระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรจากประชาชน แต่ต้องทำหน้าที่ให้บริการและช่วยลดภาระค่าเดินทาง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ขณะเดียวกันการลดต้นทุนการดำเนินงานจะช่วยลดจำนวนเงินที่ภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุนในอนาคต
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวต่อว่า บทบาทของ ขสมก. และระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรจากประชาชน แต่ต้องทำหน้าที่ให้บริการและช่วยลดภาระค่าเดินทาง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ขณะเดียวกันการลดต้นทุนการดำเนินงานจะช่วยลดจำนวนเงินที่ภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุนในอนาคต
ด้านนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. ระบุว่า เตรียมเปิดประมูลจัดหารถโดยสารใหม่ 2,320 คัน ช่วงต้นปีงบประมาณ 2570 หรือประมาณเดือนตุลาคม 2569 ถึงมกราคม 2570 วงเงินประมาณ 8,400 ล้านบาท เพื่อทยอยทดแทนรถเก่าที่มีต้นทุนซ่อมบำรุงสูง ทั้งรถครีมแดง ครีมน้ำเงิน และรถส้มแดวู
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนรถจะไม่ใช่การปลดรถเก่าทั้งหมด โดย ขสมก.จะนำรถที่ยังมีสภาพดีมาให้บริการต่อ ทั้งรถ NGV สีส้ม 323 คัน และรถ Hino 486 คัน ขณะที่ความต้องการใช้รถในระบบอยู่ที่ประมาณ 3,000 คัน
ทั้งนี้ทาง ขสมก.ประเมินว่า หากรถใหม่เข้ามาให้บริการเต็มรูปแบบ จะลดค่าเหมาซ่อมจากเดิมประมาณ 1,800–2,000 ล้านบาทต่อปี เหลือประมาณ 1,500 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันเกือบ 2,000 ล้านบาทต่อปี คาดว่าจะลดลงได้ประมาณ 60% เหลือราว 800 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ ขสมก.คาดว่าจะลดภาระต้นทุนได้เกือบ 4,000 ล้านบาทต่อปี จากปัจจุบันที่มีผลขาดทุนเฉลี่ยประมาณ 7,000–8,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากการปรับกองรถแล้ว ขสมก.ยังเตรียมปรับโครงสร้างบุคลากร โดยจะ Upskill และ Reskill พนักงานเก็บค่าโดยสาร ให้สามารถทำหน้าที่พนักงานขับรถได้ เพื่อรองรับรูปแบบการเดินรถใหม่ และลดต้นทุนบุคลากรในระยะยาว
ส่วนด้านฐานะการเงิน ขสมก.ยังมีหนี้สะสมประมาณ 1.5 แสนล้านบาท อยู่ระหว่างบริหารโครงสร้างหนี้ โดยมีการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน เพื่อลดภาระดอกเบี้ย โดยมีเป้าหมายของการปรับทั้ง กองรถ ต้นทุน บุคลากร และโครงสร้างหนี้ คือการลดภาระทางการเงินขององค์กร และผลักดันให้ EBITDA ซึ่งสะท้อนผลการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย กลับมาอยู่ที่ระดับศูนย์ภายในปี 2573
สำหรับการประมูลรถใหม่ ขสมก.ระบุว่าจะเปิดให้ผู้แทนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเข้าร่วมสังเกตการณ์ เพื่อสร้างความโปร่งใส และตั้งเป้าประกอบและทยอยส่งมอบรถได้ภายในช่วงปลายปี 2570