
นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกที่กำลังประสบภาวะผันผวนอย่างหนักในขณะนี้ว่ากระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและขอยืนยันว่าปริมาณน้ำมันดีเซลสำรองภายในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างแน่นอน ทั้งนี้ จากปัจจัยวิกฤตด้านพลังงานทั่วโลกที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนโดยตรง กระทรวงพลังงานจึงขอความร่วมมือให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นของสถานการณ์ด้านราคาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
สำหรับสาเหตุหลักของความผันผวนดังกล่าวเกิดจากปัจจัยทางนโยบายของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ โดยมีรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ อาจพิจารณายกเลิกการส่งออกน้ำมันดีเซลของสหรัฐอเมริกา ภายหลังจากราคาปรับตัวพุ่งสูงถึง 6.50 เหรียญสหรัฐฯต่อแกลลอน ซึ่งเป็นระดับที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าถึง 75% หรือคิดเป็นเงินไทย 57.15 บาทต่อลิตร ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อควบคุมราคาพลังงานภายในประเทศของสหรัฐฯ เอง
ในขณะเดียวกัน รัสเซียมีแนวโน้มที่จะขยายระยะเวลาการบังคับใช้มาตรการห้ามผู้ผลิตส่งออกน้ำมันดีเซลออกไปอีก 1 เดือน จนถึงวันที่ 31 ต.ค. เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งภายในรัสเซียยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้ตามปกติ ภายหลังจากการถูกโจมตีโดยยูเครน โดยก่อนหน้านี้ รัสเซียได้เริ่มบังคับใช้มาตรการห้ามส่งออกดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. และเมื่อปี 2568 รัสเซียมีปริมาณการส่งออกน้ำมันดีเซลสูงถึง 813,000 บาร์เรลต่อวัน การขาดหายไปของอุปทานส่วนนี้จึงส่งผลกระทบต่อความตึงตัวของตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“แม้ว่าราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกจะมีความผันผวนและปรับตัวขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญไม่ได้มาจากเพียงราคาน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากภาวะอุปทานน้ำมันดีเซลที่ตึงตัวขึ้นจากกำลังการกลั่นและปริมาณดีเซลในตลาดโลกลดลง ทำให้ราคาดีเซลปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการเข้าดูแลและควบคุมราคา เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาระค่าครองชีพของประชาชนให้น้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการลดราคาหน้าโรงกลั่น และการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกอย่าง B20 กระทรวงพลังงานขอให้ประชาชนมีความเข้าใจในสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นและร่วมใจกันใช้พลังงานอย่างประหยัด”