
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2569 ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการนานาชาติ Tokyo Big Sight กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เดินหน้าเปิดคูหาประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ภายในงาน Tourism EXPO Japan 2026 (TEJ 2026) ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 กันยายน 2569 โดยไฮไลต์สำคัญระดับชาติในปีนี้ น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ได้ร่วมกับ นายนัมเกล ดอจิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์ และการจ้างงานแห่งราชอาณาจักรภูฏาน พร้อมด้วย นายเวสตอป นัมเกล เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรภูฏานประจำประเทศอินเดีย ประกาศเปิดตัวแคมเปญประวัติศาสตร์ “HEALING & HAPPINESS: Discover a Better You” อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับความร่วมมือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระหว่างสองประเทศ
น.ส.ฐาปนีย์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อเดือน มิ.ย. 2567 เพื่อผนึกกำลังสองอาณาจักรสู่หนึ่งจุดหมาย (Two Kingdoms, One Destination) โดยไทยจะชูจุดแข็งในฐานะ Luxury Wellness Destination ระดับโลก ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ที่ผสานการพักผ่อนเข้ากับบริการเวลเนส นวัตกรรมทางการแพทย์ระดับสากล ขณะที่ภูฏานจะชูความโดดเด่นด้านการเชื่อมโยงจิตวิญญาณและธรรมชาติ ตามหลักดัชนีความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) ซึ่งจะตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพที่แสวงหาการเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ ก่อนที่จะต่อยอดขยายตลาดไปยังภูมิภาคยุโรปและอเมริกาในอนาคต
สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นนั้น ถือเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง โดยข้อมูลสถิติระบุว่านักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมีวันพักเฉลี่ยในประเทศไทยอยู่ที่ 7.74 วัน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 5,232.22 บาทต่อคนต่อวัน และมีค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ยสูงถึง 40,497.38 บาทต่อคนต่อทริป โดยปัจจัยบวกที่สำคัญคือประเทศไทยมีระยะทางที่ใกล้ ราคาเข้าถึงได้ และใช้เวลาเดินทางไม่มาก ยิ่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี (ต.ค.-ธ.ค.) ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว (Winter Vacation) ของญี่ปุ่น จะเป็นโอกาสทองในการดึงดูดทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตนเอง (FIT) และกลุ่มเดินทางแบบคณะ (Group Tour) ให้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการ ททท. ยอมรับว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีความท้าทายจากแนวโน้มความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ควบคู่กับภาวะเงินเยนที่อ่อนค่า และการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) ซึ่งทำให้ต้นทุนการเดินทางพุ่งสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นบางส่วนต้องวางแผนเดินทางล่วงหน้านานขึ้นและปรับลดงบประมาณลง
ดังนั้น ททท. จึงต้องงัดกลยุทธ์แก้เกม ด้วยการมุ่งเน้นเจรจาเพิ่มความจุที่นั่งสายการบิน และผลักดันการจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) ในเส้นทางภูมิภาค เช่น สนามบินเซ็นได พร้อมปรับแผนไปเน้นดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง (High Value Travelers) เช่น กลุ่ม Wellness & Health, กลุ่ม Luxury, กลุ่มชอปปิ้ง และ Sport Tourism ควบคู่ไปกับการชูความคุ้มค่า (Value for Money) และกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง เพื่อผลักดันให้ตัวเลขรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดญี่ปุ่นทะยานเข้าเป้าหมายเศรษฐกิจที่วางไว้ได้อย่างสำเร็จ