
ความผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า กำลังทำให้แหล่งวัตถุดิบ และห่วงโซ่การผลิตของโลกเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ “ห่วงโซ่การผลิตแห่งอนาคต” ที่มั่นคงกว่าและตลาดที่ใหญ่กว่า เป็นสิ่งที่ทุกบริษัทจำเป็นต้องไปให้ถึง และเป็นสิ่งที่ “บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC” กำลังเดินหน้าเพื่อวางรากฐานการเติบโตบทใหม่
หลังจาก GC ได้เข้าซื้อกิจการ allnex ผู้นำระดับโลกด้าน Coating Resins หรือสารเคลือบผิว และและสารเติมแต่ง หรือ Additives สัญชาติเยอรมัน เมื่อปี 64 ที่ผ่านมา และนำประสบการณ์กว่า 75 ปีของ allnex มาต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีต่อเนื่อง
allnex ในปี 2568 มีรายได้ประมาณ 76,000 ล้านบาท มีศูนย์การวิจัยและพัฒนา 24 แห่งและฐานการผลิต 32 แห่งทั่วโลก และเพื่อขยายตลาดเชิงรุกในภูมิภาคเอเชีย ได้มีการจัดตั้ง Hub ในพื้นที่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ได้แก่ จีน allnex China Hub และอินเดีย allnex India Hub รวมถึงที่มาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อเสริมขีดความสามารถการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเข้าถึงตลาดมากยิ่งขึ้น
“GC กำลังดำเนินการปรับสมดุลของการทำธุรกิจ จากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเดิมที่ทำได้ดีอยู่แล้วมากว่า 30 ปี สู่การเพิ่มสัดส่วนธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemicals) และความยั่งยืน โดยใช้ศักยภาพและองค์ความรู้ที่ GC และ allnex แลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญร่วมกัน เพิ่มความพร้อมที่เราจะคุยกับพันธมิตร และขยายตลาดไปทั่วโลก สร้างการเติบโตทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การแข่งขันในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่รุนแรงขึ้น” นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ GC กล่าว
.ฉายภาพการเติบโตบทใหม่ของ GC
นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อพูดถึงการเติบโตบทใหม่ของ GC เราไม่ได้มองการเพิ่มสัดส่วน Specialty Chemicals เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ธุรกิจที่มีอยู่สร้างศักยภาพได้อย่างเต็มที่ วันนี้ allnex แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่ชัดเจน โดยช่วงครึ่งแรกปี 69 ผลการดำเนินงานเติบโต 5% ซึ่งดีกว่าแผน และ คาดว่าปีนี้รายได้ของ allnex จะเติบโตดีขึ้นจากปีก่อน ด้วยการยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุน บริหารพอร์ตไปสู่เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่เรามีความได้เปรียบ มุ่งสู่ตลาดที่มีศักยภาพเติบโต และ end markets ที่เข้าได้กับอุตสาหกรรม ทั้งปัจจุบันและอนาคต
“Allnex จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างการเติบโต วางกลยุทธ์ขยายฐานในตลาดที่เติบโตสูงในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะการตั้งฐานการผลิตและการลงทุนในลักษณะ Hub ทั้งในจีน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะมีไทยเป็นฐานหลัก ซึ่งแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน จีนจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โรงงานในอินเดียจะเริ่มผลิตปลายปีนี้ เป็นสินค้าโครงสร้างทดแทนการนำเข้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณผลิตและกำไรได้มากขึ้น”
ขณะที่ความร่วมมือระหว่าง GC และ allnex ยังช่วยขยายขีดความสามารถของ GC และฐานธุรกิจในไทย ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับกลยุทธ์ MTP Transformation ของ GC ที่มุ่งยกระดับมาบตาพุดไปสู่ศูนย์กลางธุรกิจเคมีภัณฑ์มูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อรองรับการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต
.China Hub“ไพ่ลับ”เพิ่มพลังความสำเร็จ
สำหรับประเทศจีนนั้น allnex ทำธุรกิจมาเกือบ 30 ปี ปัจจุบันมีฐานการผลิต 6 แห่ง โดย allnex China Hub เมืองเจียซิง มีบทบาทต่อการเติบโตของ allnex ในจีนอย่างมาก เพราะเป็นฐานการผลิตที่มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์มากที่สุดของ allnexและเมื่อพัฒนาเต็มรูปแบบจะเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งตอบรับกับความต้องการของประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดสารเคลือบผิวสำหรับอุตสาหกรรม ที่ใหญ่ที่สุดของโลก หรือ 45% ของทั้งหมด
ขณะที่ทิศทางกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Allnex จะมุ่งเน้นนวัตกรรมขั้นสูงที่ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โลหะอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ยานยนต์ ไปจนถึงแผงโซลาร์เซลล์ และพลังงานลม ซึ่งต้องการใช้การเคลือบขั้นสูง และให้ผลตอบแทนสูง รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมสารเคลือบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และขยายฐานลูกค้าระดับโลก
นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า จีนในวันนี้ไม่ใช่เพียงตลาดขนาดใหญ่ แต่เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่กำหนดทิศทางของเทคโนโลยี นวัตกรรม และการแข่งขันของอุตสาหกรรมในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของ allnex ที่มุ่งสร้างการเติบโตจาก Specialty Chemicals และ high-value applications รวมทั้ง เป็นที่รู้กันว่าจีนเป็นตลาดที่มีความเร็วในทุกด้าน allnex จึงตั้งทีมวิจัย และฐานผลิตใกล้ลูกค้า เพื่อความเร็วในการรับโจทย์ และนำองค์ความรู้จากศูนย์ R&D และนักวิจัยของ allnex ทั่วโลก มาพัฒนาสูตรสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่รองรับความต้องการของประเทศจีนได้อย่างรวดเร็ว
.ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไร-ธุรกิจมูลค่าสูง
“allnex China Hub เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ทำให้ห็นภาพของ Growth Engine นี้ได้ครบที่สุด ทั้งขนาดและความหลากหลายของตลาด ความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ศักยภาพของบุคลากรที่เชี่ยวชาญเชิงเทคนิค ความเข้าใจลูกค้า R&D ฐานการผลิต และเครือข่ายลูกค้าที่เชื่อมโยงตลาดโลก China Hub จึงเป็นแพลตฟอร์มที่นำความสามารถเหล่านี้มาทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและรองรับการเติบโตระยะต่อไป”
ลักษณะเดียวกัน allnex ในประเทศไทย ก็ได้นำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญมาต่อยอดขีดความสามารถการผลิต โดยตัดสินใจลงทุนขยายกำลังการผลิต Sagging Control Agent (SCA) เทคโนโลยีป้องกันสีไหลย้อย ที่มาบตาพุด ซึ่งจะเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกของ allnex นอกทวีปยุโรป และช่วยรองรับการใช้งานผลิตภัณฑ์ Specialty ที่ต้องการสมรรถนะสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศจีนและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ทั้งนี้ GC ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วน EBITDA หรือ กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของบริษัทจาก Allnex ขึ้นไปแตะระดับ 30% ใน 4-5 ปีข้างหน้าจากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 15%
ขณะที่ยังมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพอร์ตจากธุรกิจปิโตรเคมีพื้นฐาน (Commodity) 80% และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ Specialties 20% ไปเป็น Commodity 70% และSpecialties 30% ภายในปี 73 เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต และเพิ่มธุรกิจที่สร้างมูลค่าจากเทคโนโลยีมากขึ้น ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงาน GC ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า คาดว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง จากการรักษาระดับปริมาณการผลิตให้ใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก