
อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และล่าสุด World Bank ระบุว่า หากเมืองไทยอยากยกระดับไปสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 2037 หนึ่งในนั้นคือการต้องปลดล็อกศักยภาพเมือง เพื่อสร้างผลิตภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ตลอดช่วง 35 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในช่วงปี 1991-1996 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 8.0% ต่อปี พร้อมกับการสร้างงานในภาคอุตสาหกรรมและการบริการนับล้านตำแหน่ง
แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของไทยกลับชะลอตัวลงเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องหลังวิกฤตการเงินโลก โดยอัตราการเติบโตลดลงเหลือเฉลี่ย 3.6% ต่อปี นับตั้งแต่ช่วงปี 2010-2019 และยิ่งชะลอตัวลงหนักเหลือเพียง 2.2% ต่อปี ในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ปี 2021–2024)
หากปล่อยให้เศรษฐกิจเติบโตตามเส้นทางปกติ (Baseline Potential) ที่ราว 2.2%-2.9% ต่อปี การบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง (High-Income Country) ของไทยอาจต้องเลื่อนออกไปจนถึงปี 2056 แต่หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติภายในปี 2037 ไทยจะต้องเร่งอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวให้ได้เฉลี่ย 5.4% ต่อปี
คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะเอาแรงขับเคลื่อนใหม่นี้มาจากไหน ในเมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมเริ่มติดขัด? คำตอบหลักที่รายงานของธนาคารโลก หรือ World Bank ในประเด็น “Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy” หรือ “เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย: รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง” ระบุว่าชี้ชัดว่าคือ การปลดล็อกและปรับโครงสร้างระบบเมือง
Alejandro Alcala-Gerez ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก กล่าวว่า “ตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของประเทศไทย เพราะประเทศกำลังขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ซึ่งการเติบโตในอนาคตจะต้องพึ่งพาผลิตภาพที่สูงขึ้น การลงทุน นวัตกรรม และการสร้างงานที่ดีขึ้นเป็นหลัก”
“รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอมุมมองด้าน ‘เมือง’ และ ‘เชิงพื้นที่’ ว่า อนาคตประเทศไทยจะสามารถสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการสร้างอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง ยกระดับผลิตภาพ และสร้างงานที่ดีขึ้นได้” Alejandro Alcala-Gerez กล่าวต่อ
สาเหตุหลักที่ทำให้การเติบโตของประเทศไทยเริ่มติดขัด มาจากการพัฒนาเชิงพื้นที่และเศรษฐกิจที่มีข้อจำกัดหนัก 3 ประการ ประกอบไปด้วย
ตามรายงานล่าสุดของ World Bank ระบุว่า เมืองคืออีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเหตุผลหลัก ๆ ประกอบไปด้วย
Dr. Steven Rubinyi หัวหน้าทีมผู้จัดทำรายงาน และผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ธนาคารโลก ได้อธิบายถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของการลงทุนพัฒนาเมืองไว้ว่า
“เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนในกรุงเทพฯ เริ่มเกิดผลตอบแทนลดน้อยถอยลง แต่ประเทศยังมีเมืองรองที่มีศักยภาพซ่อนอยู่ หากประเทศไทยมุ่งเป้าหมายไปที่กลยุทธ์การเติบโตสูง หันไปลงทุนในระบบเมืองเหล่านี้ด้วย จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้การเติบโตของเมืองรองเร่งตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด และจะยิ่งช่วยปลดล็อกเครือข่ายเมืองได้”
ดังนั้น การอัดฉีดงบประมาณลงที่กรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้เท่าเดิมอีกต่อไป การกระจายการลงทุนไปยังเมืองรองจึงเป็นกุญแจพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง
การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยอาจไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง “กรุงเทพฯ” กับ “เมืองรอง” แต่มันคือการสร้างเครือข่ายเมืองที่เกื้อหนุนกันโดยมีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางหลัก ผ่านองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ หรือ 5 Urban Ingredients ได้แก่
พร้อมกันนี้ ในรายงานยังมีการเสนอทางออกในการแก้ปัญหา เป็นแผนปฏิรูปที่จะช่วยยกระดับเมืองของไทย และช่วยดันประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้ขั้นสูงได้ทัน ตามกรอบที่วางไว้ โดยแผนการดังกล่าวจะต้องดำเนินควบคู่กันไป 3 แนวทาง ประกอบไปด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สถานะประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 จาก “เมือง” ตามรายงานของธนาคารโลก ไม่ใช่เพียงการพัฒนาสิ่งปลูกสร้าง แต่คือยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ กระจายโอกาส และเพิ่มผลิตภาพของประเทศ การเปลี่ยนผ่านจากโมเดลเมืองเดี่ยวที่กรุงเทพฯ แบกรับภาระทั้งหมด ไปสู่ระบบเครือข่ายเมืองที่เชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันของทั้งประเทศ จะเป็นรากฐานสำคัญที่พาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างยั่งยืน
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney