กรุงเทพฯ เริ่มแบกเศรษฐกิจต่อไม่ไหว? World Bank ชี้ ต้องปลดล็อก “เมืองรอง” พาไทยสู่ประเทศรายได้สูง

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

กรุงเทพฯ เริ่มแบกเศรษฐกิจต่อไม่ไหว? World Bank ชี้ ต้องปลดล็อก “เมืองรอง” พาไทยสู่ประเทศรายได้สูง

Date Time: 23 ก.ย. 2569 10:09 น.

Video

สอนลูกเรื่องเงินยังไง? กับ Sai Money Monster x ออม แม่บ้านสาธุ | Money Issue EP.72

Summary

อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และล่าสุด World Bank ระบุว่า หากเมืองไทยอยากยกระดับไปสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 2037 หนึ่งในนั้นคือการต้องปลดล็อกศักยภาพเมือง เพื่อสร้างผลิตภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

Latest


ตลอดช่วง 35 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในช่วงปี 1991-1996 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 8.0% ต่อปี พร้อมกับการสร้างงานในภาคอุตสาหกรรมและการบริการนับล้านตำแหน่ง

แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของไทยกลับชะลอตัวลงเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องหลังวิกฤตการเงินโลก โดยอัตราการเติบโตลดลงเหลือเฉลี่ย 3.6% ต่อปี นับตั้งแต่ช่วงปี 2010-2019 และยิ่งชะลอตัวลงหนักเหลือเพียง 2.2% ต่อปี ในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ปี 2021–2024)

หากปล่อยให้เศรษฐกิจเติบโตตามเส้นทางปกติ (Baseline Potential) ที่ราว 2.2%-2.9% ต่อปี การบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง (High-Income Country) ของไทยอาจต้องเลื่อนออกไปจนถึงปี 2056 แต่หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติภายในปี 2037 ไทยจะต้องเร่งอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวให้ได้เฉลี่ย 5.4% ต่อปี

คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะเอาแรงขับเคลื่อนใหม่นี้มาจากไหน ในเมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมเริ่มติดขัด? คำตอบหลักที่รายงานของธนาคารโลก หรือ World Bank ในประเด็น “Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy” หรือ “เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย: รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง” ระบุว่าชี้ชัดว่าคือ การปลดล็อกและปรับโครงสร้างระบบเมือง

Alejandro Alcala-Gerez ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก กล่าวว่า “ตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของประเทศไทย เพราะประเทศกำลังขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ซึ่งการเติบโตในอนาคตจะต้องพึ่งพาผลิตภาพที่สูงขึ้น การลงทุน นวัตกรรม และการสร้างงานที่ดีขึ้นเป็นหลัก”

“รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอมุมมองด้าน ‘เมือง’ และ ‘เชิงพื้นที่’ ว่า อนาคตประเทศไทยจะสามารถสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการสร้างอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง ยกระดับผลิตภาพ และสร้างงานที่ดีขึ้นได้” Alejandro Alcala-Gerez กล่าวต่อ

วิกฤตเชิงโครงสร้าง: ทำไมโมเดลเมืองแบบเดิมถึงทำไทยชนเพดาน?

สาเหตุหลักที่ทำให้การเติบโตของประเทศไทยเริ่มติดขัด มาจากการพัฒนาเชิงพื้นที่และเศรษฐกิจที่มีข้อจำกัดหนัก 3 ประการ ประกอบไปด้วย

  • ภาวะสังคมสูงวัย “แก่ก่อนรวย”: ประชากรวัยทำงานของไทยผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปี 2019 ที่ 51 ล้านคน และคาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 44 ล้านคนภายในปี 2040 ขณะที่ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-Aged Society) ภายในปี 2031 ซึ่งแตกต่างจากประเทศรายได้สูงอื่น ๆ ที่รวยก่อนแก่

  • การกระจุกตัวในกรุงเทพฯ แบบสุดขั้ว: กรุงเทพมหานครมีขนาดประชากรใหญ่กว่าเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศถึง 27 เท่า การกระจุกตัวนี้นำไปสู่ภาวะผลตอบแทนลดน้อยถอยลง (Diminishing Returns) แถมกรุงเทพฯ ยังต้องเผชิญกับปัญหาการจราจรติดขัด ซึ่งสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 7%-10% ของผลผลิตมวลรวมกรุงเทพฯ (GRP) ในแต่ละปี อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านราคาที่ดิน ค่าเช่า และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมและการกัดเซาะ ส่งผลให้อัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวในกรุงเทพฯ ช่วงปี 2010-2020 ที่ผ่านมา เติบโตเพียง 0.2% ต่อปี เท่านั้น

  • เมืองรองถูกมองข้ามและขาดการกระจายอำนาจ: แม้เมืองรองในไทยจะมีความหนาแน่นของประชากรเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ความหนาแน่นนั้นยังไม่ถูกเปลี่ยนเป็นผลิตภาพ หรือ Productivity เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการมูลค่าต่ำ ประกอบกับการจัดสรรงบประมาณภาครัฐกว่า 60% ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ฝั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกลับขาดอำนาจทางการคลังและการบริหารภาษีในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง

ทำไม “เมือง” ถึงเป็นกุญแจพาไทยสู่ประเทศรายได้สูงปี 2037?

ตามรายงานล่าสุดของ World Bank ระบุว่า เมืองคืออีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเหตุผลหลัก ๆ ประกอบไปด้วย

  • เมืองเป็นศูนย์รวมการเติบโตและแรงงาน: นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ประมาณ 89% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยเกิดขึ้นในเขตเมือง และเมืองยังเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรวัยทำงานมากกว่า 75% ของประเทศ

  • เมืองเป็นจุดเปลี่ยนการลงทุน: จากการวิเคราะห์แบบจำลองของธนาคารโลกพบว่า หากประเทศไทยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเมืองที่ระดับประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (หรือราว 2.1% ของ GDP) จะเกิด “จุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ” หากอัดฉีดเงินลงทุนลงที่กรุงเทพฯ ต่อไป ผลตอบแทนย่อยจะเริ่มลดลงเนื่องจากความแออัด แต่หากกระจายการลงทุนไปยัง เมืองรอง (Secondary Cities จะช่วยปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่ นำไปสู่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและผลิตภาพในระยะยาวที่สูงกว่าอย่างชัดเจน

Dr. Steven Rubinyi หัวหน้าทีมผู้จัดทำรายงาน และผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ธนาคารโลก ได้อธิบายถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของการลงทุนพัฒนาเมืองไว้ว่า 

“เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนในกรุงเทพฯ เริ่มเกิดผลตอบแทนลดน้อยถอยลง แต่ประเทศยังมีเมืองรองที่มีศักยภาพซ่อนอยู่ หากประเทศไทยมุ่งเป้าหมายไปที่กลยุทธ์การเติบโตสูง หันไปลงทุนในระบบเมืองเหล่านี้ด้วย จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้การเติบโตของเมืองรองเร่งตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด และจะยิ่งช่วยปลดล็อกเครือข่ายเมืองได้”

ดังนั้น การอัดฉีดงบประมาณลงที่กรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้เท่าเดิมอีกต่อไป การกระจายการลงทุนไปยังเมืองรองจึงเป็นกุญแจพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง

สร้าง “เครือข่ายเมืองแบบกระจายศูนย์” ยุทธศาสตร์แก้ไขการกระจุกตัว

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยอาจไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง “กรุงเทพฯ” กับ “เมืองรอง” แต่มันคือการสร้างเครือข่ายเมืองที่เกื้อหนุนกันโดยมีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางหลัก ผ่านองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ หรือ 5 Urban Ingredients ได้แก่

  • เกื้อหนุนความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านกัน (Complementary Specialization): ดึงจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละเมืองมาใช้ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต EEC หรือขอนแก่น ให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต

  • เปลี่ยนความหนาแน่นเป็นผลิตภาพ (Productive Density): ยกระดับการจ้างงานในเมืองรองจากงานบริการมูลค่าต่ำ ไปสู่อุตสาหกรรมและบริการขั้นสูง

  • ต้องเชื่อมโยงอย่างทั่วถึงและแข็งแรง (Stronger Connectivity): พัฒนาระบบขนส่งทางรางและการบินระหว่างเมืองรองโดยไม่ต้องวิ่งผ่านกรุงเทพฯ ทั้งหมด เพื่อลดต้นทุนการเดินทางและการขนส่ง

  • โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นและรับมือภัยพิบัติ (Resilient Infrastructure): ลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วม เมืองเย็น (Cool Cities) และพลังงานสะอาดตั้งแต่วันนี้ ซึ่งมีต้นทุนถูกกว่าการตามแก้ไขในภายหลัง

  • สถาบันต้องแข็งและมีการกระจายอำนาจ (Strong Institutions and Fiscal Decentralization): ปฏิรูปกฎหมายให้ท้องถิ่นมีอำนาจบริหารภาษีทรัพย์สิน ค่าธรรมเนียม และออกพันธบัตรพัฒนาเมืองได้เอง

แผนดำเนินการ 3 แนวทาง

พร้อมกันนี้ ในรายงานยังมีการเสนอทางออกในการแก้ปัญหา เป็นแผนปฏิรูปที่จะช่วยยกระดับเมืองของไทย และช่วยดันประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้ขั้นสูงได้ทัน ตามกรอบที่วางไว้ โดยแผนการดังกล่าวจะต้องดำเนินควบคู่กันไป 3 แนวทาง ประกอบไปด้วย

  • Track 1: ยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางระดับโลกที่มีประสิทธิภาพสูง เร่งแก้ปัญหาจราจรด้วยการขยายระบบขนส่งมวลชน เพิ่มพื้นที่เดินเท้า  เพิ่มพื้นที่สีเขียว และสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและน้ำท่วม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

  • Track 2: วางรากฐานเมืองน่าอยู่ทั่วประเทศ ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างการเงินการคลังท้องถิ่น ออกแบบเมืองให้รองรับผู้สูงวัย (Age-Ready Cities) และปรับระบบเมืองให้รองรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่เน้นเชิงคุณค่ามากกว่าปริมาณ

  • Track 3: เตรียมความพร้อมและปลดล็อกเมืองรอง ส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะด้านในแต่ละเมืองรอง สนับสนุนการตั้งไข่ของธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ทอัพ เชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมระหว่างภูมิภาค และยกระดับความหนาแน่นเชิงผลิตภาพ 

ท้ายที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สถานะประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 จาก “เมือง” ตามรายงานของธนาคารโลก ไม่ใช่เพียงการพัฒนาสิ่งปลูกสร้าง แต่คือยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ กระจายโอกาส และเพิ่มผลิตภาพของประเทศ การเปลี่ยนผ่านจากโมเดลเมืองเดี่ยวที่กรุงเทพฯ แบกรับภาระทั้งหมด ไปสู่ระบบเครือข่ายเมืองที่เชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันของทั้งประเทศ จะเป็นรากฐานสำคัญที่พาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างยั่งยืน


อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney 



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ