สศช.เตือนพื้นที่การคลังไทยวิกฤติ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

สศช.เตือนพื้นที่การคลังไทยวิกฤติ

Date Time: 17 ก.ย. 2569 09:59 น.

Video

ทำไมอายุ 35+ หางานยาก? แล้วคนวัยนี้ต้องปรับตัวยังไงให้อยู่รอดในตลาดแรงงาน? | Money Issue EP.76

Summary

สภาพัฒน์เตือนพื้นที่ทางการคลังไทยเสี่ยงเหลือ 3-4% หนี้สาธารณะแตะ 67.5% ต่อ GDP รายได้รัฐลดเหลือ 15% เสนอ 3 หลักคิดปรับระบบงบประมาณมุ่งลงทุนสร้างผลิตภาพระยะยาว-ปรับสวัสดิการพุ่งเป้ากลุ่มเปราะบางแนะโยกงบกลางปี 69 โปะหนี้รักษาเครดิตประเทศย้ำต้องแยกแยะระหว่างความต้องการทางการเมืองกับข้อเท็จจริงด้านวินัยทางการคลัง


Latest


นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงแนวทางการบริหารจัดการเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ ในงานสัมมนาวิชาการ "เสริมคลัง สร้างอนาคตไทย" ว่า การคลังไม่ใช่เพียงเรื่องข้อมูลตัวเลขงบประมาณหรือการจัดเก็บภาษีประจำปีเท่านั้น แต่เป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ คำถามสำคัญจริง ๆ คือ ถ้าเรามีความจำเป็นต้องทำสิ่งสำคัญทั้งในวันนี้และอนาคต เราจะมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอหรือไม่ที่จะรองรับภาระเหล่านี้

โดยปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่ลดลงเหลือเพียงประมาณ 3-4% กว่า จากระดับเพดานหนี้สาธารณะ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในอนาคต พื้นที่ทางการคลังอาจมีไม่เพียงพอในการรองรับ ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณแบบรัดเข็มขัดต่อเนื่อง 2-3 ปี ควบคู่กับการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การปรับลดขนาดกำลังคนภาครัฐ ผลจากการจัดทำงบประมาณขาดดุลและการใช้จ่ายงบประมาณในช่วงปี 2566-2567 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่ภาครัฐต้องปรับลดงบประมาณรายจ่ายลงอย่างมาก

สำหรับปัจจัยความเสี่ยงทางการคลังของไทยในปัจจุบัน ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจาก 41.1% ในช่วงก่อนโควิด-19 มาอยู่ที่ระดับ 67.5% ต่อ GDP ในปัจจุบัน ทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระการชำระหนี้รวมสูงถึงกว่า 400,000 ล้านบาทต่อปี เป็นภาระดอกเบี้ยกว่า 200,000 ล้านบาท และเงินต้นอีกกว่า 100,000 ล้านบาท ท่ามกลางความเสี่ยงจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yields) ในหลายประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น 2. การจัดเก็บรายได้สุทธิของรัฐบาลที่ลดลงจาก 16.7% ต่อ GDP ในปี 2559 เหลือ 15% ในปี 2568 และ 3. ความเสี่ยงจากภาระรายจ่ายผูกพันงบประมาณ ประกอบกับไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์แบบในปี 2577 จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงถึง 28.4% ส่งผลให้สัดส่วนวัยแรงงานที่สร้างรายได้ภาษีลดลง ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและสวัสดิการปรับตัวสูงขึ้น

เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ขอเสนอ 3 หลักคิดสำคัญในการปฏิรูปและเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว ประการแรก การบริหารการคลังระยะยาวต้องจัดสรรงบประมาณที่มุ่งสร้างผลิตภาพให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มรายจ่ายระยะสั้นเพื่ออัดฉีดลงไปในระบบเฉย ๆ แต่ต้องเป็นการลงทุนระยะยาว ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ประการที่สอง การปรับระบบสวัสดิการสังคมให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย รัฐบาลจำเป็นต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อลดความซ้ำซ้อนของการให้สวัสดิการ ต้องปรับระบบสวัสดิการให้พุ่งเป้าตามเศรษฐสถานะของคน แทนที่จะเป็นลักษณะถ้วนหน้า

ประการที่สาม การขยายฐานรายได้ภาครัฐอย่างครอบคลุม ไม่ใช่การปรับขึ้นอัตราภาษี แต่เป็นการดึงประชาชนและภาคธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษี โดยปัจจุบันภาครัฐดำเนินการผ่านการตรวจสอบธุรกรรมชำระเงินดิจิทัลเพื่อให้ร้านค้านอกระบบเข้าสู่ระบบ ตลอดจนการทบทวน ชะลอ หรือยุบโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพเพื่อไม่ให้เกิดการขาดดุล เราต้องทำให้คนเชื่อมั่นว่าเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไป จะย้อนกลับมาเกิดประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศจริง ๆ

นอกจากนี้ สภาพัฒน์ขอเสนอรัฐบาลให้นำงบกลางฯ ปี 2569 ที่ยังคงเหลืออยู่ระดับหลักหมื่นล้านบาท ไปใช้ชำระหนี้ของภาครัฐ เพื่อแสดงถึงความมีวินัยทางการคลังและช่วยรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศ โดยการปฏิรูปเศรษฐกิจและการคลังเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้ ก่อนที่เราจะลุกออกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ เราจะไปแบบทิ้งภาระเอาไว้ให้ลูกหลาน หรือจะไปแบบสร้างอนาคตเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ปัญหาการคลังถ้าเราไม่แก้ตั้งแต่วันนี้ ในอนาคตก็จะมีปัญหามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องแยกแยะระหว่างความต้องการทางการเมืองกับข้อเท็จจริงด้านวินัยทางการคลัง หากยังไม่ถึงเวลาก็ควรเลื่อนออกไปก่อนเพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอช่วยเหลือประชาชนในเวลาที่เหมาะสมและจำเป็นที่สุด




Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ