
เจาะลึกเบื้องหลังการโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 กระทรวงพาณิชย์ 9 ตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ดันลูกรักข้ามหัวคนทำงาน สกัดดาวรุ่งนั่งผู้ตรวจราชการฯ
การโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 กระทรวงพาณิชย์ ที่ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนัก ทั้งในหมู่ข้าราชการภายในที่เกษียณแล้ว และยังไม่เกษียณและคนนอก
จนเกิดคำถาม เป็นธรรมหรือไม่?? คำนึงหลักคุณธรรม จริยธรรมหรือไม่?? ทำไมคนที่มีผลงานเข้าตามากกว่าไม่ได้ตำแหน่ง คนที่ได้กลับเป็น “ลูกรัก” ที่ไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัด บั่นทอนกำลังใจคนทำงานหนัก
การโยกย้ายครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการพิจารณาร่วมกันของ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ “นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์” ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือน ก.ย.69 และ “นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์” ว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่จะดำรงตำแหน่งวันที่ 1 ต.ค.69
ในช่วงการ “ดูตัว” “นายวุฒิไกร” ย้ำตลอดว่า “ไม่มีการเมืองแทรก แซง ไม่มีเด็กเส้น ไม่มีเด็กฝาก สร้างขวัญและกำลังใจให้ทำงานต่อ” จะพิจารณาจากความสำเร็จของงานที่แต่ละคนได้รับมอบหมายให้ไปทำ
ผลเป็นเช่นนั้นหรือไม่?? โดยครั้งนี้มากถึง 9 ตำแหน่ง 1.นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ 2.นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 3.นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ ผู้ตรวจฯ เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 4.น.ส.กนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจฯ เป็นเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การค้าโลก และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา
5.นางมนัสนิตย์ จิรวัฒน์ ที่ปรึกษาการพาณิชย์ เป็นรองปลัดฯ 6.นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตฯ เป็นผู้ตรวจฯ 7.นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้ตรวจฯ 8.นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม หัวหน้าผู้ตรวจฯ เป็นอธิบดีกรมการค้าภายใน 9.น.ส.จิตติมา ศรีถาพร รองปลัดฯ เป็นอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
ถือว่าค้านสายตา เพราะ “นางอรมน” ที่ผลงานโดดเด่น อาวุโสสูงสุดในบรรดา ซี 10 สร้างประโยชน์ให้คนไทย ประเทศไทยมากมาย เพราะเป็นอธิบดีมาแล้ว 3 กรมในช่วงเวลานับ 10 ปี ทั้งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมทรัพย์สินทางปัญญาผลงานเป็นที่ยอมรับในหมู่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาคต่างประเทศ ไม่มีประวัติด่างพร้อย จนเป็น “คู่ชิง” ปลัดพาณิชย์กับ “นายพูนพงษ์”
กลับถูกส่งไปนั่ง “ผู้ตรวจฯ” ตำแหน่งสำหรับมือใหม่หัดเป็นซี 10 หรือซี 10 เก่าที่ไม่มีผลงาน ซึ่งศักดิ์ศรีด้อยกว่าอธิบดี เพราะไม่มีทั้งหน่วยงาน บุคลากร และงบประมาณ ให้บริหารจัดการ มีหน้าที่เพียงตรวจสอบการทำงานของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในภูมิภาคที่ได้รับการแบ่งสรรมา
แม้ก่อนขยับไปผู้ตรวจฯ มีการเจรจาให้ไปนั่ง “เอกอัครราชทูต” ที่เจนีวาแล้ว แต่ “นางอรมน” ปฏิเสธ และความเป็น “ข้าราชการมืออาชีพ” ทำให้ยังคงนั่งเป็นประธานการประชุมร่วมกับต่างประเทศแบบลืมเสียใจแม้ในวันที่ ครม.เห็นชอบแล้ว...การถูกโยกมาแบบนี้ บ้างก็ว่าเพราะผลงานไม่เข้าตา ไม่เข้าเป้า แม้มีผลงานมากมาย บ้างก็ว่า การเป็นคนโดดเด่นเกินไป เข้าตำรา “จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน”
หากเทียบผลงานกัน และฟังเสียงคนในกระทรวง ผู้ที่ควรนั่ง “ผู้ตรวจฯ” คือ “นายวิทยากร มณีเนตร” อธิบดีกรมการค้าภายใน ที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เพราะถนัดงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จนเติบโตมาโดยลำดับ แต่ไม่เคยจับงานในประเทศที่สุดหิน จึงรับมือวิกฤติราคาน้ำมันจากการสู้รบในตะวันออกกลางได้ไม่เต็มศักยภาพ
จนถึงขั้นถอดใจ ขอออกจากตำแหน่ง และได้ไปนั่ง “รองปลัดฯ” ด้วยเหตุผลที่ว่าให้ทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีภารกิจแรก โปรโมตตรา THAI Select และได้ “นายวัฒนศักย์” ลูกหม้อกรมการค้าภายใน “มือเก๋า” ที่ผ่านมาแล้วทุกวิกฤติ มานั่งอธิบดีแทน
ขณะที่ “นางพิมพ์ชนก” ที่ผู้ใหญ่ในกระทรวงรับปากจะให้อยู่เจนีวาจนครบวาระเดือน ก.พ.70 ก็กลับได้ไปนั่งผู้ตรวจฯเหมือนเพื่อนรัก “นางอรมน” แบบไม่ทันได้ตั้งตัว เก็บของกลับไทยไม่ทัน ทำให้แผนการลาออกจากราชการเร็วขึ้น จะยื่นใบลาออกมาจากเจนีวาเร็วๆนี้ จากเดิมที่ตั้งใจลาออกหลังเดือน ก.พ.70 ก่อนเกษียณปี 71
สำหรับ “นายกิตติวัฒน์” และ “น.ส.กนิษฐา” ที่เติบโตจากสายงานต่างประเทศ เพิ่งนั่ง “ผู้ตรวจฯ” เมื่อกลางปี 68 และปลายปี 68 ตามลำดับ และกระดูกอาจจะยังไม่แข็งพอ แม้มีความรู้ความสามารถนั้น คนพาณิชย์วิเคราะห์กันว่า “นายวุฒิไกร” ไว้วางใจ เพราะทั้งคู่เคยเป็นรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยุคที่ “นายวุฒิไกร” เป็นอธิบดี จึงต้องการผลักดันให้เติบโตก่อนตนเกษียณ ส่วนโยกย้ายตำแหน่งอื่นที่เหลือ ไร้เสียงวิจารณ์
ส่วนคนพลาดตำแหน่ง ทั้ง “ร.ต.จักรา ยอดมณี” รองปลัดฯ “นายกรนิจ โนนจุ้ย” ผู้ตรวจฯ “นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ซึ่งเป็นทีมงานรับมือวิกฤติตะวันออกกลาง และ “รับหน้าเสื่อ” แทนผู้บริหารช่วงที่คนไทยรุมต่อว่าข้าวของแพง ค่าครองชีพพุ่ง ก็มีคำถามว่าทำไมไม่ได้ตำแหน่งเลย ทั้งที่ผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดกว่า “นายกิตติวัฒน์” และ “น.ส.กนิษฐา” หากเปรียบเทียบกัน
“นายพูนพงษ์” แจงว่า การจัดทัพใหม่แบบนี้ เป็น “แผนสืบทอดอำนาจ” วางคนที่จะเป็นปลัดฯคนต่อไปไว้ถึง 3 รุ่น หลังจากตนเกษียณปี 72 และให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่โชว์ฝีมือ ใครทำไม่ได้ มีโอกาสลงจากตำแหน่ง
เหตุผลฟังดูดี ถ้าการเมืองไม่แทรกแซง!! แต่เรื่องจริงของประเทศนี้ เมื่อไรที่การเมืองเปลี่ยน รัฐบาลและพรรคการเมืองใหม่ จะ “ล้างไพ่-ล้มกระดาน” ข้าราชการที่มองว่าเป็นคนของยุคเก่าแล้วส่งเด็กตัวเองเสียบแทน
การปรับทัพใหม่เช่นนี้ ทำให้ข้าราชการรุ่นใหม่คิดว่า “ไม่ต้องทุ่มเท หรือตั้งใจทำงาน แค่ใกล้ชิดผู้ใหญ่ ก็ขึ้นเป็นใหญ่ได้แล้ว” ซึ่ง “อันตราย” มาก เพราะจะฉุดรั้งความเจริญก้าวหน้าของประเทศ!!
แต่เป็นความท้าทายของ “ปลัดคนใหม่” ที่จะนำพากระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีข้าราชการรุ่นใหม่คิดแบบนี้ ให้ยังคงเป็นหนึ่งในหน่วยงานสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และทำให้ “แผนสืบทอดอำนาจ” เป็นจริง ไม่ใช่แค่ฝัน.
สิริวรรณ พงษ์ไพโรจน์
คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม