รัฐตื่น! “รื้อภาษีอีวี” คืนความเป็นธรรม รถไฟฟ้าที่ลักไก่ไม่ใช้ชิ้นส่วนไทยจ่อโดนภาษีเพิ่มอีก 31%

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

รัฐตื่น! “รื้อภาษีอีวี” คืนความเป็นธรรม รถไฟฟ้าที่ลักไก่ไม่ใช้ชิ้นส่วนไทยจ่อโดนภาษีเพิ่มอีก 31%

Date Time: 9 ก.ย. 2569 06:00 น.

Video

เจาะลึกหุ้นชิป AI พุ่งไปแล้วเป็นพัน% ยังเหลืออะไรเป็นโอกาสอีกบ้าง? | Digital Frontiers Talk EP.72

Summary

จับตา 10 ก.ย. “บอร์ดอีวี” เคาะทิศทางใหม่ สกัดรถนำเข้า 100% แข่งฐานผลิตไทย ดันภาษีสรรพสามิต EV–REEV ที่ไม่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศจาก 10% เป็น 31-39%

Latest


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ต้องจับตาการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ “บอร์ดอีวี” ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน หลังอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเดินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากฐานการผลิตรถเครื่องยนต์สันดาปที่สร้างชื่อมานานหลายสิบปี กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่รถจากต่างประเทศ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าที่นำเข้ามาทั้งคัน กำลังเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว 

วาระสำคัญจึงอยู่ที่การวางกรอบสนับสนุนรถยนต์แต่ละประเภทให้ชัดเจน ทั้งรถนำเข้า 100% และรถที่เข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย เพื่อให้การลงทุนใหม่จากจีนและประเทศอื่นๆ เดินหน้าควบคู่กับการรักษาฐานผู้ผลิตเดิม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตจากญี่ปุ่นที่อยู่กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมานาน    

ส่วนการปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์จะเป็นอำนาจของกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา โดยแนวทางที่ถูกจับตาคือการปรับภาษีรถ EV และรถ REEV หรือรถไฟฟ้าที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็กไว้ผลิตไฟฟ้าป้อนแบตเตอรี่ แต่ไม่ได้ใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนล้อโดยตรง หากรถกลุ่มดังกล่าวไม่ใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศ อาจถูกปรับภาษีจากปัจจุบัน 10% ขึ้นเป็น 31-39% ตามข้อเสนอภาคเอกชน เพื่อสร้างแต้มต่อให้กับรถที่ลงทุนผลิตในไทย    

หากอัตราภาษีขยับขึ้นเกิน 30% ผลกระทบย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก รถ EV ราคาประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งเดิมเสียภาษีสรรพสามิต 1 แสนบาท อาจต้องจ่ายเพิ่มเป็น 3-4 แสนบาท ขณะที่รถที่มีคำสั่งซื้อล่วงหน้าอยู่แล้ว หากมีการปรับภาษี จะได้รับการผ่อนผันใช้อัตราเดิม ส่วนคำสั่งซื้อใหม่จะต้องอยู่ภายใต้กติกาใหม่    

สำหรับรถที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศยังคงได้รับสิทธิภาษีต่ำ เพื่อจูงใจให้เกิดการผลิตในไทย โดย EV อยู่ที่ 2% ส่วนรถไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดอยู่ราว 5-6% ขณะที่รถไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดในกลุ่มที่ไม่ได้รับสิทธิยังต้องรอความชัดเจนของนโยบาย โดยปัจจุบันอัตราภาษีเริ่มต้นอยู่ที่ 15%

    นอกจากภาษีแล้ว อีกโจทย์ใหญ่คือ “Local Content” หรือสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ เพราะเกณฑ์ที่ใช้อยู่ปัจจุบันของกรมศุลกากรกำหนดสัดส่วนไทย 40% ต่อ 60% และกำลังมีแนวคิดปรับให้เข้มข้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยับเป็น 50 ต่อ 50 หรือเปลี่ยนวิธีคำนวณให้สะท้อน “เนื้อใน” ของรถมากกว่าเดิม เพื่อไม่ให้การนำชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามาประกอบเพียงบางขั้นตอนถูกนับเป็นการสร้างมูลค่าในไทยมากเกินจริง    

นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีต้องสอดคล้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมาย 3 ด้าน คือ ไทยต้องไม่เป็นเพียงตลาดนำเข้ารถไฟฟ้า แต่ใช้การนำเข้าเพื่อดึงการลงทุนและเทคโนโลยีเข้าประเทศ จากนั้นขยายกำลังผลิตไปสู่การเป็นฐานส่งออก และที่สำคัญต้องเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศที่มีมูลค่าสูง ไม่ใช่เพียงการประกอบรถหรือผลิตชิ้นส่วนพื้นฐาน

ที่ผ่านมา มาตรการ EV3 และ EV3.5 ตั้งแต่ปี 2565-2569 ดึงผู้ผลิตเข้ามาตั้งโรงงานในไทยแล้วประมาณ 9-10 แห่ง มีทั้ง BYD, MG และ Great Wall Motor ขณะที่คาดว่ามีผู้ใช้รถไฟฟ้าในประเทศราว 170,000 คัน เกิดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนแล้วกว่า 140,000 ล้านบาท และสร้างการจ้างงานประมาณ 25,000 คน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขยอดผลิตและยอดขายรถในประเทศกำลังสะท้อนอีกด้านว่า “ตลาดโต” ไม่ได้แปลว่า “ฐานผลิตไทยโต” ไปด้วย    

ข้อมูลกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า เดือน ก.ค.2569 ไทยผลิตรถยนต์ได้ 117,383 คัน เพิ่มขึ้น 6.12% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยแรงส่งสำคัญมาจากรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่ผลิตเพิ่มขึ้น 271.80% รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เพิ่ม 295.48% และ รถไฮบริด (HEV) เพิ่ม 95.35% ขณะที่รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปกลับลดลงถึง 62.49%     

เมื่อดูยอดขายยิ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน เดือนเดียวกัน BEV มียอดขาย 20,989 คัน เพิ่มขึ้น 122.08% คิดเป็น 35.46% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปขายได้ 7,654 คัน ลดลง 34.58% แต่ปัญหาอยู่ตรงที่รถไฟฟ้าที่ขายได้จำนวนมากไม่ได้มาจากสายการผลิตในประเทศทั้งหมด ช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ ยอดขาย BEV อยู่ที่ 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% ขณะที่การผลิตรถยนต์นั่ง BEV ในประเทศมีเพียง 46,924 คัน หรือประมาณ 37% ของยอดขาย    

ช่องว่างดังกล่าวจึงกลายเป็นโจทย์เศรษฐกิจที่ใหญ่กว่ายอดขายรถ เพราะรถหนึ่งคันไม่ได้สร้างมูลค่าเฉพาะตอนส่งมอบกุญแจ หากยังเกี่ยวพันกับโรงงานผลิตชิ้นส่วน เหล็ก พลาสติก ยาง ระบบไฟฟ้า แรงงาน วิศวกร การขนส่ง ศูนย์บริการ และธุรกิจต่อเนื่องอีกมหาศาล หากยอดขายรถเพิ่มขึ้น แต่รถจำนวนมากเป็นการนำเข้าทั้งคัน เงินที่ควรหมุนอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทยก็อาจไหลออกไปพร้อมกับรถ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ