
กระทรวงการคลังเดินหน้าดึงระบบประกันภัยเข้ามาบริหารจัดการสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ หวังลดภาระและป้องกันงบประมาณแผ่นดินรั่วไหล พร้อมเร่งบูรณาการฐานข้อมูลสุขภาพจากโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้ออกแบบความคุ้มครองได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างเสถียรภาพทางการคลังระยะยาว
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวระหว่างการเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Prime Minister's Insurance Award 2026 ว่า รัฐบาลเตรียมยกระดับการบริหารงบประมาณแผ่นดินด้วยการดึงระบบประกันภัยเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระและบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ โดยเร่งรวบรวมข้อมูลสถิติการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลทั่วประเทศเพื่อสร้างฐานข้อมูลที่สมบูรณ์สำหรับออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์อนาคต
ปัจจุบันอุตสาหกรรมประกันภัยไทยมีอัตราการเติบโตสูงกว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่ความสำเร็จในอดีตจากการนำระบบประกันภัยมาบริหารความเสี่ยงภาคเกษตรกรรม เช่น ประกันภัยข้าวนาปี รวมถึงการประกันภัยพิบัติ ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าเครื่องมือประกันภัยคือกลไกที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดความเสี่ยงด้านงบประมาณของภาครัฐ จึงมีแนวคิดที่จะใช้เครื่องมือนี้เข้ามาบริหารความเสี่ยงในส่วนของค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งเป็นภาระงบประมาณที่สำคัญและมีความท้าทายสูง
“ประเด็นสำคัญที่สุดที่จะทำให้การรับประกันภัยค่ารักษาพยาบาลเกิดขึ้นได้จริงคือ ความครบถ้วนของข้อมูล ขณะนี้มีความคืบหน้าในหลายส่วน โดยเฉพาะข้อมูลโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลการรักษาพยาบาล การจ่ายยา และพฤติกรรมการใช้ยาที่ค่อนข้างครบถ้วนและเป็นระบบแล้ว ลำดับต่อไปคือการเชื่อมโยงข้อมูลจากโรงพยาบาลกลุ่มโรงเรียนแพทย์ เช่น จุฬาลงกรณ์ รามาธิบดี และศิริราช ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาพยาบาลของภาคราชการทั้งหมดเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้สถิติและตัวเลขที่แม่นยำ ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมประกันภัยสามารถประเมินความเสี่ยงและออกแบบความคุ้มครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ทั้งนี้ จากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย พบว่ามีความพร้อมและความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเป้าหมายสูงสุดคือการผลักดันให้อุตสาหกรรมประกันภัยก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักของภาคการเงินไทยที่ช่วยรองรับความเสี่ยงให้กับทั้งประชาชนและภาครัฐอย่างยั่งยืน หากโครงการนี้สำเร็จ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ข้าราชการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและรวดเร็วขึ้น แต่ยังจะช่วยให้รัฐบาลสามารถควบคุมและพยากรณ์งบประมาณรายจ่ายด้านสวัสดิการรักษาพยาบาลได้อย่างแม่นยำ ลดการรั่วไหล สร้างเสถียรภาพทางการคลังระยะยาว