ไทยจะเป็น “ประเทศรายได้สูง” นับถอยหลังอีก 11 ปี? เอกนิติย้ำรัฐ-เอกชนมีเป้าหมายร่วมกันพร้อมเดินหน้า

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ไทยจะเป็น “ประเทศรายได้สูง” นับถอยหลังอีก 11 ปี? เอกนิติย้ำรัฐ-เอกชนมีเป้าหมายร่วมกันพร้อมเดินหน้า

Date Time: 4 ก.ย. 2569 10:00 น.

Video

Nebius นีโอคลาวด์ ธุรกิจที่สร้างวิมานด้วยเงินชาวบ้าน | Digital Frontiers EP.75

Summary

รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยให้เป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 โดยอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนในการนำการลงทุน

  • แบ่งบทบาทการทำงานเปรียบเสมือนทีมฟุตบอล โดยเอกชนเป็นกองหน้าคัดเลือก 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ภาครัฐเป็นกองกลางสนับสนุนนโยบาย และคลังกับธปท.เป็นกองหลังรักษาเสถียรภาพ
  • เน้นการปรับกฎเกณฑ์ภาครัฐเพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ และจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อติดตามผลการดำเนินงานทุก 2 เดือน
  • ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings ในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อแสดงศักยภาพและผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจต่อเวทีโลก
  • ไทยเตรียมรับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571 โดยประสานความร่วมมือกับสิงคโปร์เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระดับโลก

Latest


“กับดักรายได้ปานกลาง-เศรษฐกิจไทยโตช้าลง-คนแก่ก่อนรวย”

หลายคนคงเคยเห็นพาดหัวข่าวแบบนี้จนคุ้นตา และตั้งคำถามว่าแล้วประเทศไทยจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้ปัญหานี้หมดไป ซึ่งเรื่องเหล่านี้ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของภาครัฐอีกด้วย

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวสรุปปิดงานการประชุมสุดยอดผู้นำ “The Bangkok Business Summit 2026” ว่า จุดตั้งต้นที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนทางนโยบายเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจน จะเริ่มที่ WHY ว่าสิ่งที่รัฐบาล เอกชนคิดและร่วมกันทำมาหลายอย่างซึ่งยืนยันด้วยข้อมูลการสนับสนุนจาก World Bank ทำให้เห็น New Horizons (ขอบฟ้าใหม่) ที่ชัดเจนว่าจากความเสี่ยงทั้งภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น และความร่วมมือกับอาเซียนที่กำลังทำอยู่จะช่วยให้ไทยจัดการความเสี่ยงและคว้าโอกาสได้อย่างไรบ้าง

นอกจากนี้คือ What ว่าไทยจะต้องตั้งเป้าหมายร่วมกันให้ชัดเจนอย่างการทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2580 (ค.ศ. 2037) ซึ่งมองไปในทิศทางเดียวกับ World Bank โดยสิ่งที่ต้องทำร่วมกันและสนับสนุนให้เกิดขึ้นคือการลงทุนซึ่งเอกชนต้องนำในเรื่องนี้ และร่วมกันออกแบบว่าจะทำให้ถึงเป้าหมายอย่างไร ในส่วนของภาครัฐต้องพร้อมสนับสนุนผ่านการปรับกฎเกณฑ์ที่ดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ได้ และสร้างให้เกิดกระบวนการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง 

ดร.เอกนิติ เปรียบเทียบเหมือนทีมฟุตบอล ที่กองหน้าจะเป็นภาคเอกชน กกร. ที่จะช่วยคัดสรรธุรกิจโดดเด่นผ่าน 7 อุตสาหกรรมที่พร้อมสร้างการเติบโต ได้แก่ Smart Agriculture, Food Processing, Smart Electronics, Digital, รถยนต์-ยานยนต์สมัยใหม่, Wellness Medical Hub, การค้าการลงทุน, การท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่เป็นมูลค่าสูง

ส่วนภาครัฐเป็นกองกลาง ต้องจ่ายบอลให้เร็ว (ทำนโยบายสนับสนุนต่างๆ) กระทรวงการคลังจะนำเรื่องการลงทุน กระทรวงพาณิชย์ดูแลเรื่องการค้าขาย, SME กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ทำเรื่องการพัฒนาคน เป็นต้น นอกจากนี้ กองหลัง ทั้งคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดูแลรักษาเสถียรภาพทั้งการเงินและการคลัง โดยมองว่าทำมาถูกทางแล้วสะท้อนจากเม็ดเงินการลงทุนจากต่างชาติที่ยังเข้ามาตลาดหลักทรัพย์ของไทยอย่างต่อเนื่องมาจากความเชื่อมั่นว่ากองหลังและวินัยการคลังไทยแข็งแกร่ง 

อีกส่วนสำคัญคือ การติดตามผล ล่าสุดได้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่รายงานผลในการดำเนินการต่างๆ ทุกสองเดือนและหาทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง

สุดท้ายนี้ ประเทศไทยจะไม่ใช่ไทยแบบเดิมอีกต่อไปในสายตาทั่วโลก และพร้อมจะทำ Agenda หรือนโยบายต่างๆ ที่เริ่มทำแล้วมาสร้างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ผ่านการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings จะจัดขึ้นช่วง 12–18 ต.ค. 2569 นี้ ซึ่งไทยในฐานะเจ้าภาพจะเปิดกรณีศึกษาต่างๆ ที่ไทยทำมาแล้วซึ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงและผลลัพธ์ที่ดีให้ทั่วโลกได้เห็น ซึ่งเรื่องนี้ยังเกี่ยวเนื่องถึงการที่ไทยจะเป็นประธานอาเซียน ในปี 2571 ต่อเนื่องจากสิงคโปร์ที่จะรับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2570 ซึ่งไทยได้มีการพูดคุยกับสิงคโปร์เพื่อนำเสนอประเด็นปัญหาต่างๆ ที่อาเซียนมีส่วนร่วมกันช่วยเหลือและแก้ปัญหาระดับโลกได้



ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ