เมื่อโลกไม่กลับไปเหมือนเดิม ประเทศไทยต้องลงทุนอะไร? เพื่อให้ภาคธุรกิจเติบโตได้ท่ามกลางความผันผวน

Economics

Thai Economics

Tag

เมื่อโลกไม่กลับไปเหมือนเดิม ประเทศไทยต้องลงทุนอะไร? เพื่อให้ภาคธุรกิจเติบโตได้ท่ามกลางความผันผวน

Date Time: 3 ก.ย. 2569 13:39 น.

Video

VI ยุคใหม่ปรับตัวอย่างไร? วิธีเลือกหุ้นดี vs หุ้นดูดี & DCA ยังรอดไหม? | Money Issue EP.74

Summary

เปิดมุมมอง 4 ผู้นำธุรกิจใหญ่ CP-KBank-B.Grimm-Indorama Ventures ชี้ทางออกเศรษฐกิจไทย ต้องเร่งลงทุน “คน-เทคโนโลยี-โครงสร้างพื้นฐาน-ระบบการเงิน” พลิกความผันผวนเป็นโอกาส เชื่อมไทยสู่ตลาดโลก

Latest


ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญโจทย์การเติบโตต่ำ ขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า เทคโนโลยี AI ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน คำถามสำคัญ นอกจาก “ธุรกิจจะรับมืออย่างไร” แต่คือ ประเทศไทยจะต้องลงทุนอะไร เพื่อสร้างเครื่องยนต์การเติบโตชุดใหม่

คำถามนี้ถูกหยิบขึ้นมาถกในเวทีสำคัญ The Bangkok Business Summit 2026 ช่วง Business Building the Future: Winning in Turbulence ซึ่งรวมมุมมองจากผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่ของไทย ทั้งเครือเจริญโภคภัณฑ์ ธนาคารกสิกรไทย บี.กริม และอินโดรามา เวนเจอร์ส

โดยภาพที่สะท้อนจากเวทีเดียวกัน คือ โลกที่ผันผวนกำลังบังคับให้ไทยต้องตัดสินใจเรื่องการลงทุนใหม่ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน การเกษตร เทคโนโลยี ระบบการเงิน ไปจนถึงการพัฒนาคน เพราะหากประเทศไทยต้องการหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำ การลงทุนเหล่านี้ต้องเชื่อมต่อกันเป็นระบบ

“ศุภชัย” ชี้ไทยมีแต้มต่อ ต้องเปลี่ยนความได้เปรียบให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) มองว่า แม้การทำธุรกิจในปัจจุบันเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การเข้ามาของ AI และข้อจำกัดภายในประเทศจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ไทยยังมีจุดแข็งที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นโอกาสได้

หนึ่งในนั้นคือ เกษตรและอาหาร ซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และความมั่นคงทางอาหาร โดยยกตัวอย่าง “ทุเรียน” ที่กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญและสร้างตลาดมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ยังมีโอกาสต่อยอดไปสู่อาหารแปรรูป อาหารแช่แข็ง และธุรกิจในห่วงโซ่ที่เกี่ยวข้องอีกมาก

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การมองให้เห็นว่า ภูมิภาคต้องการอะไร แล้วไทยจะลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตได้อย่างไร 

ศุภชัย มองว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเกษตร เช่น ระบบชลประทาน ควบคู่กับเทคโนโลยีอย่าง Smart Farming และ AI จะช่วยเพิ่มผลผลิต สร้างความมั่นคงให้ภาคเกษตร และส่งต่อประโยชน์ไปยังธุรกิจขนาดเล็ก การจ้างงาน และอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่เดียวกัน 

อีกเรื่องที่ต้องเดินคู่กันคือ Digital Infrastructure เพราะ AI จะสร้างผลลัพธ์ได้เต็มศักยภาพก็ต่อเมื่อประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพียงพอ และการเปลี่ยนผ่านไม่ควรเกิดขึ้นแบบต่างคนต่างทำ หากต้องการให้เกิดผลต่อเศรษฐกิจในระดับประเทศ ภาครัฐและเอกชนต้องขยับไปในทิศทางเดียวกัน

ศุภชัยยังให้น้ำหนักอย่างมากกับ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษา การสร้าง Talent และการดึงดูดบุคลากรต่างชาติ เพื่อยกระดับไทยให้เป็นฐานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้ง AI หุ่นยนต์ วัสดุศาสตร์ BI และการแพทย์

ในมุมของเขา เทคโนโลยีจะเดินหน้าได้ต้องมี “คน” รองรับ และหากประเทศไทยสร้างระบบที่ทำให้คนเก่งสามารถแสดงศักยภาพได้ พร้อมเปิดรับ Talent จากต่างประเทศ ก็มีโอกาสยกระดับประเทศขึ้นเป็น Hub ใหม่ในภูมิภาค

รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ไม่ควรถูกมองแยกออกจากเศรษฐกิจ เพราะภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นกำลังกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยตรง การลงทุนเพื่อป้องกันและรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนเพื่อความยั่งยืนเช่นกัน

“ประเทศไทยโชคดีทางภูมิศาสตร์ เราเชื่อมจีน อินเดีย และเอเชียใต้ได้ หากลงทุนอย่างถูกต้อง เราสามารถเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ และหัวใจสำคัญคือการลงทุนในทรัพยากรบุคคล”

และเมื่อถามถึงตัวแปรที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมประเทศไทย ศุภชัย ยังชี้ไปที่ AI โดยมองว่าหากนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐและภาคธุรกิจได้จริง ผลกระทบจะขยายไปในวงกว้าง

“ขัตติยา” ชี้เงินทุนต้องไหลไปถูกจุด พร้อมเปิดระบบให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้

หากศุภชัยมองจากด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย มองต่อจากอีกด้านว่า การจะเปลี่ยนโอกาสให้เกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องมี ระบบการเงินที่เข้าไปสนับสนุนการลงทุนอย่างถูกทิศทาง

เธอชี้ว่า จากทิศทางในรายงานของธนาคารโลก ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหลายกลุ่ม แต่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถอาศัยเพียงเงินทุน โดยภาคการเงินต้องเข้าใจว่าธุรกิจกลุ่มใดมีศักยภาพในระยะยาว และเข้าไปสนับสนุนทั้ง เงินทุน การเข้าถึงตลาด เทคโนโลยี และการเชื่อมต่อกับ Supply Chain ระดับโลก บทบาทของธนาคารจึงต้องเปลี่ยนจากการรอลูกค้ามาขอสินเชื่อ ไปสู่การ ตามให้ทันการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าและอุตสาหกรรม

“เงินทุนต้องลงไปถูกจุด ที่สร้างผลต่อการเติบโตระยะยาวของประเทศจริงๆ”

ขณะที่อีกเงื่อนไขที่เธอมองว่าสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คือ การเปิดกว้าง ในการเพิ่มการแข่งขันระดับประเทศ 

“ฮาราลด์ ลิงค์” สวนกระแสความกังวล โลกเปลี่ยนเร็ว แต่ไทยมีโอกาสมากกว่าที่คิด

ในขณะที่หลายธุรกิจกำลังเผชิญความไม่แน่นอน ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กลับมองสถานการณ์ด้วยท่าทีที่เป็นบวก ว่า จากประสบการณ์ของ B.Grimm ที่ดำเนินธุรกิจในไทยมายาวนาน เขามองว่าโลกผ่านวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง และสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ธุรกิจต้องหยุดเดินหน้า

สำหรับประเทศไทยเองยังมีจุดแข็งด้านสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจ ความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ และการที่ไทยสามารถเป็นพันธมิตรกับหลายฝ่ายได้ เขาจึงมองว่า AI เป็นโอกาสในการเรียนรู้และสร้างสิ่งใหม่ เช่นเดียวกับการที่ธุรกิจต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้คนรุ่นใหม่อยากเข้ามาทำงาน พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกิดความร่วมมือระหว่างบริษัทและพันธมิตรทางธุรกิจ

“ผมคิดว่าเรากำลังอยู่ในจังหวะที่ดีที่สุด เพราะเราเคยผ่านวิกฤติมาหลายครั้ง และตอนนี้โลกกำลังเปิดโอกาสใหม่ให้เรา”

พร้อมย้ำหลักคิดของ B.Grimm ที่ดำเนินธุรกิจในไทยมายาวนานว่า “เราอยู่ในประเทศไทยมา 150 ปี เราไม่เคยยอมแพ้ เราเรียนรู้อยู่เสมอ” ซึ่งอาจจะสรุปได้ว่า สำหรับเขา สิ่งที่ธุรกิจไทยต้องมีในเวลานี้คือ ความคิดบวก ความกล้า และการร่วมมือกับพันธมิตรที่ดี

“อาลก โลเฮีย” ชี้โจทย์โลกวันนี้คือ Overcapacity ไทยต้องกล้าออกไปหาลูกค้า

ด้าน อาลก โลเฮีย (Aloke Lohia) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) มองจากประสบการณ์ของบริษัทที่เดินหน้าสู่ตลาดโลกมาอย่างต่อเนื่องว่า ทุกวิกฤติล้วนมีโอกาสซ่อนอยู่

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ปัจจัยท้าทายไม่ได้มีเพียงภาษีสหรัฐฯ หรือสงครามการค้า แต่ยังรวมถึง ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน หรือ Overcapacity ในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก

ทางออกจึงต้องกลับมาที่การปรับตัวของธุรกิจ การสร้างขีดความสามารถใหม่ และการมองหาโอกาสในการทำงานร่วมกันข้ามอุตสาหกรรม เขามองว่า ธุรกิจไทยไม่ควรจำกัดตัวเองอยู่กับตลาดในประเทศ เพราะไทยยังสามารถเป็นฐานที่แข็งแกร่งในการออกไปสู่ตลาดโลก ขณะเดียวกัน การดึงบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยก็เป็นอีกช่องทางที่จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

แต่สุดท้ายแล้ว ปัจจัยที่จะตัดสินว่าไทยจะคว้าโอกาสเหล่านี้ได้หรือไม่ ยังคงกลับมาที่ “คน” หากประเทศไทยสามารถพัฒนาคนและบริหารจัดการ Talent ได้ดี ก็จะเพิ่มความสามารถในการดึงดูดการลงทุนและยกระดับประเทศไทยในห่วงโซ่ธุรกิจโลก และสำหรับภาคธุรกิจไทย เขามองว่าถึงเวลาที่ต้องรวบรวมความกล้า ออกไปหาตลาดที่มีลูกค้ารออยู่

“ไทยเป็นฐานที่แข็งแกร่งในการออกไปตลาดโลก นักธุรกิจต้องรวบรวมความกล้าในการไปในตลาดที่มีลูกค้ารออยู่”

แม้ผู้บริหารทั้ง 4 คนจะมาจากคนละอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่สะท้อนร่วมกันจากเวที Business Building the Future: Winning in Turbulence คือ เศรษฐกิจไทยไม่สามารถรอให้โลกกลับมานิ่งก่อนแล้วค่อยเติบโต

ประเทศไทยยังมีแต้มต่อ ทั้งภูมิศาสตร์ ฐานการผลิต อาหาร การแพทย์ ความสัมพันธ์กับนานาประเทศ และศักยภาพของภาคเอกชน เพียงแต่แต้มต่อเหล่านี้ต้องถูกเปลี่ยนให้เป็นการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในวันที่เครื่องยนต์เดิมกำลังโตได้ยากขึ้น

และทั้งนี้ หากประเทศไทยต้องการก้าวออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง การลงทุนอาจไม่สามารถวัดผลด้วยตัวเลขผลตอบแทนระยะสั้นเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นพร้อมกันคือ ความสามารถในการแข่งขันของคน ธุรกิจ และประเทศ เพราะท้ายที่สุด ความผันผวนอาจเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่ประเทศไทยเลือกได้ คือ จะตั้งรับกับความเปลี่ยนแปลง หรือใช้จังหวะนี้ลงทุนเพื่อสร้างตำแหน่งใหม่ให้ตัวเองในเศรษฐกิจ.


อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ 

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์