
ครม. อนุมัติงบประมาณ 106,798 ล้านบาท สำหรับโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ 3 ช่วง ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ และหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ เริ่มก่อสร้างปี 2569
เปิดไทม์ไลน์ 3 เส้นทางรถไฟทางคู่สายใต้ วงเงินกว่าแสนล้านบาท ซึ่งผ่านการอนุมัติจาก ครม. สัญจร จ.สงขลา โดยเส้นทาง 'ชุมพร-สุราษฎร์ฯ-หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์' สั่งเริ่มก่อสร้างปี 69 พร้อมเบื้องลึกเบรกเส้นทางหาดใหญ่-สงขลา และการตีกลับแผนสร้างสายเหนือ-อีสาน พร้อมเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ระบบราง 5 ปี
นางสาวพลอยทะเล รัศมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร จังหวัดสงขลา มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวนรวม 6 โครงการ โดยรายละเอียดเป็นการอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ดำเนินการก่อสร้างสายใต้ก่อน 3 โครงการ วงเงินทั้งสิ้น 106,798.32 ล้านบาท รัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณรายปี กระทรวงการคลังจะจัดหาแหล่งเงินกู้พร้อมค้ำประกันภายในประเทศตามความเหมาะสม ทั้งนี้ โครงการที่ได้รับการอนุมัติให้เดินหน้าก่อสร้าง คือ โครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี (ปีงบประมาณ 2569 -2575 ) วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท โครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ ระยะเวลา 8 ปี (่ปีงบประมาณ 2569- 2576) วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท โครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะเวลา 6 ปี (ปีงบประมาณ 2569- 2574) วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท
ทั้งนี้ สาระสำคัญที่มีการปรับเพิ่มวงเงินโครงการจากเดิมนั้น กระทรวงคมนาคมรายงานว่า รฟท. จำเป็นต้องพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดใหม่เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ผันผวน โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบงานก่อสร้างและแก้ไขปัญหาจุดตัดทางผ่านให้สอดคล้องกับพื้นที่ วางโครงสร้างป้องกันอุทกภัย นอกจากนี้ ยังต้องปรับราคาก่อสร้างให้เป็นปัจจุบันตามต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นง ปรับปรุงค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง และพืชผลให้เป็นราคาประเมิน ณ ปัจจุบัน อีกทั้งขอเพิ่มค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างจากอัตรา 2.25 %เป็น 2.75 %ของค่าก่อสร้าง
การปรับปรุงรายละเอียดดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าโครงการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2568 โดยช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี มีวงเงินเดิม 30,422.53 ล้านบาท ปรับใหม่เป็น 36,892.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,469.79 ล้านบาท ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ วงเงินเดิม 7,772.90 ล้านบาท ปรับใหม่เป็น 8,371.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 598.55 ล้านบาท ส่วนช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา เดิมมีวงเงินรวม 66,270.51 ล้านบาท ปรับเพิ่มเป็น 77,556.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 11,186.46 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้กรอบวงเงินสูงเกินไปจนกระทบแผนงานรวม รฟท. จึงเห็นควรก่อสร้างเฉพาะช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ไปก่อน และชะลอช่วงชุมทางหาดใหญ่-สงขลา วงเงิน 15,922.42 ล้านบาทออกไปจนกว่าจะผลักดันผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ได้เสร็จสิ้น
"ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบในหลักการของโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีก 3 โครงการ ประกอบด้วย ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ และช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี โดยสั่งการให้ รฟท. เร่งทบทวนความเหมาะสมของโครงการ จัดทำกลยุทธ์การตลาด และแผนธุรกิจตามข้อสังเกตของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เนื่องจากประเมินว่าประมาณการผู้โดยสารและสินค้ายังต่ำกว่าที่คาดการณ์และไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อนำเสนอขออนุมัติโครงการต่อคณะรัฐมนตรีในโอกาสแรกต่อไป"
ทั้งนี้ ครม.สัญจร จ.สงขลา ยังห็นชอบตามแผนยุทธศาสตร์เทคโนโลยีระบบรางระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571-2575) วงเงิน 8,677 ล้านบาท 35 โครงการ ตั้งเป้าพลิกโฉมประเทศไทยจากผู้ซื้อให้ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตและจำหน่าย เทคโนโลยีระบบรางในตลาดโลก ลดการพึ่งพาต่างชาติอย่างยั่งยืน โดยมีแผนงานขับเคลื่อนผ่าน 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ
1. การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี 3,300 ล้านบาท มุ่งนวัตกรรมขั้นสูง เช่น รถไฟพลังงานแบตเตอรี่และไฮโดรเจน 2.การพัฒนาบุคลากร 23 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน 3. การพัฒนามาตรฐานและศูนย์ทดสอบ 321 ล้านบาท 4. การรับและถ่ายทอดเทคโนโลยี 13 ล้านบาท ผ่านสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงและพึ่งพาตนเองในระยะยาว ไฮไลต์สำคัญคือ ยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างอุตสาหกรรมระบบราง ซึ่งมีสัดส่วนงบประมาณสูงสุดถึง 5,020 ล้านบาท มุ่งผลักดันการจัดตั้งหน่วยผลิตและออกแบบวิศวกรรมรถไฟแห่งชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการไทย