เปิดมุมมอง “ดร.ลัษมณ อรรถาพิช” NCB เข้าใจทุกความต่าง เมื่อคนรุ่นใหม่มองหนี้เป็นวิถีชีวิต

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เปิดมุมมอง “ดร.ลัษมณ อรรถาพิช” NCB เข้าใจทุกความต่าง เมื่อคนรุ่นใหม่มองหนี้เป็นวิถีชีวิต

Date Time: 2 ก.ย. 2569 10:11 น.

Video

แบกทั้งบ้านจนไม่เหลือเก็บ! แก้ยังไงดี? โอมศิริ x ราเมษฐ์ KKP | Money Issue EP.71

Summary

หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 13.67 ล้านล้านบาท โดยสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ (Nano Finance) มีอัตราการเติบโตสูง

  • คนรุ่นใหม่เริ่มก่อหนี้เร็วขึ้นตั้งแต่อายุ 20 ปี ผ่านสินเชื่อส่วนบุคคลและบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) สะท้อนพฤติกรรมการใช้รายได้ในอนาคตมาใช้จ่าย
  • ข้อมูลเครดิตเปรียบเสมือนตัวตนทางการเงินที่สำคัญ ซึ่งมีประชากรวัยทำงานไทยกว่า 40% ยังไม่มีข้อมูลในระบบเครดิตบูโร
  • NCB ผลักดันการใช้ Risk-Based Pricing เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าพฤติกรรมการชำระหนี้ที่ดีจะส่งผลต่อคะแนนเครดิตและอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับ
  • แผนงาน 3-5 ปีของ NCB มุ่งเน้นความน่าเชื่อถือของข้อมูล (Trustworthy) การปรับตัวให้ทันอนาคต (Future-ready) และการสร้างพันธมิตร (Partnership)

Latest


ในอดีตกว่าจะกู้เงินกับแบงก์ได้ต้องผ่านหลายขั้นตอน แต่ทุกวันนี้แค่เปิดแอปช้อปปิ้งก็กดจ่ายเงินแบบผ่อนชำระได้เลย ที่น่าตกใจกว่าคือบางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านั่นคือ “สินเชื่อ” แบบหนึ่ง ซึ่งทุกพฤติกรรมทั้งการจ่ายหนี้ตรงเวลา หรือจ่ายช้าจะมีผลต่อตัวตนทางการเงินในอนาคตทั้งนั้น

ท่ามกลางโลกการเงินและการสร้างหนี้ที่เปลี่ยนไปนี้จะส่งผลต่อคนไทยอย่างไร? Thairath Money ชวน “ดร.ลัษมณ อรรถาพิช” ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) มาเล่าถึงบทบาทและเบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานที่สถาบันการเงินไทยขาดไม่ได้ให้ฟังกัน

เปิดข้อมูล “หนี้คนไทยปี 2569”

ดร.ลัษมณ เปิดภาพใหญ่ว่าตั้งแต่ปี 2566 หนี้ครัวเรือนไทยมีลักษณะขาลงมาโดยตลอด แต่ล่าสุด ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 13.67 ล้านล้านบาทถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นเราต้องเจาะลึกลงไปว่าสาเหตุเกิดจากอะไร โดยใช้ฐานข้อมูลเครดิตของ NCB ที่ครอบคลุมเกือบ 80% ของหนี้ครัวเรือนไทย

มิติแรกถ้าดูจากประเภทของหนี้พบว่า หนี้เชิงพาณิชย์ หรือ Commercial Loan หดตัวแต่สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ หรือ Nano Finance ที่เติบโตแตะสองหลัก ส่วนหนึ่งคาดว่ามาจากเหล่า Platform ให้สินเชื่อกับกลุ่มผู้ค้ารายย่อยบน Platform ออนไลน์มากขึ้นอาจเพราะเห็นยอดขายของผู้ค้าก็นำข้อมูลเหล่านี้มาพิจารณาให้สินเชื่อมากขึ้น แต่ถ้าพูดถึงหนี้ธุรกิจก็อาจมีการกู้ยืมในชื่อบุคคลธรรมดาผ่านสินเชื่อเพื่อการบริโภคอย่าง สินเชื่อส่วนบุคคล หรือ Personal Loan (Ploan) เพื่อมาทำธุรกิจก็ได้

ขณะที่ด้านหนี้เสีย (NPL) พบว่า สินเชื่อที่ยังน่ากังวลคือกลุ่ม Ploan และกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อหรือผ่อนสินค้าซึ่งไม่ใช่กลุ่มเช่าซื้อรถยนต์ แต่เป็นการผ่อนโทรศัพท์มือถือ รถจักรยานยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ

มิติที่สองเรื่องของหนี้ตามช่วงอายุจะพบว่า คนอายุน้อยเป็นหนี้เร็วขึ้น เมื่อบรรลุนิติภาวะที่อายุ 20 ปีเริ่มเห็นก่อหนี้มากขึ้นโดยเฉพาะ Ploan ซึ่งต่างจากคนรุ่นก่อนที่มักจะเริ่มก่อหนี้เป็นบัตรเครดิต หรือเมื่ออายุใกล้ 30 ปีจะก่อหนี้ก้อนใหญ่ เช่น บ้านหรือรถ

ประเด็นคนอายุน้อยเป็นหนี้เร็วขึ้น อยากชวนมองสองมุมหลัก คือ 1) การเข้าถึงสินเชื่อในยุคนี้ง่ายขึ้นมาก ยิ่งคนใช้เวลากับโลกออนไลน์ซึ่งมีบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later: BNPL) อนุมานได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หนี้ Ploan เพิ่มสูงขึ้น 2) ในเชิงพฤติกรรมศาสตร์พบว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองว่าหนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวหรือเป็นภาระหนักอึ้งเหมือนคนรุ่นก่อน แต่มองว่า หนี้คือวิถีชีวิต ไม่ว่าจะ BNPL หรือผ่อน 0% เป็นทางเลือกในการใช้จ่าย และบางส่วนยังมองว่า พวกเขาแค่ดึงรายได้ในอนาคต (Future Income) มาใช้จ่ายในวันนี้

“เมื่อพูดถึง BNPL มองว่าต้องมี 2 ขา เห็นด้วยที่จะมีการกำกับดูแล แต่เรื่องความรู้ทางการเงินหรือ Financial Literacy ของคนต้องเสริมหนักขึ้นไปอีก เพราะวันนี้ product หลากหลายมาก การเข้าถึง (หนี้) ง่ายสุด ๆ ถ้าไม่มีความรู้ทางการเงินอยู่เลย จะคุมยังไงล่ามโซ่ยังไงก็เปิดเปิงอยู่ดี” ดร.ลัษมณ

สอนความรู้เรื่องเงินแบบไหนถึง Work

เมื่อโจทย์ของยุคนี้คือ ต้องรู้ให้ทันหนี้ และมี Financial Literacy แต่แบบไหนถึงจะใช้ได้จริง ดร.ลัษมณ เล่าต่อว่า เมื่อ Mindset ต่างกันวิธีจะสื่อสารเรื่องหนี้หรือการวางแผนชีวิตก็ต้องปรับตาม อย่างการใช้ Risk-Based Pricing (การให้ดอกเบี้ยตามความเสี่ยง) มองว่าเป็นการให้ความรู้และชี้ได้ชัดเจนว่าพฤติกรรมทางการเงินแบบไหนจะได้ผลลัพธ์อย่างไร

“Risk-Based Pricing คือการ educate ประชาชนแบบ hands-on ว่า คะแนนเครดิตดี ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมในการชำระหนี้ของคุณดี จะมี reward ในชีวิตนะ” ดร.ลัษมณ

ในต่างประเทศการใช้ Risk-Based Pricing ไม่ได้เป็นนิยามที่วิชาการมาก Platform ให้สินเชื่อต่างๆ จะใช้ ข้อมูลเครดิต และพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างมาพิจารณาดูว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคนที่เสี่ยงสูง และเสี่ยงน้อยจะได้อัตราดอกเบี้ยแตกต่างกัน (คนเสี่ยงน้อยมักได้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า) ซึ่งในไทยก็มีธนาคารพาณิชย์ที่เริ่มใช้ Risk-Based Pricing กับการให้สินเชื่อ โดยเชื่อมโยงกับคะแนนเครดิต (Credit Score)

โจทย์ใหญ่ของไทยนอกจากเรื่องความรู้ทางการเงิน คือ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีตัวตนทางการเงินในระบบข้อมูลเครดิต เพราะจากประชากรกลุ่มวัยทำงานอายุ 20-60 ปี กว่า 39.18 ล้านคน มีถึง 40% ที่ไม่มีข้อมูลเครดิตที่อาจกลายเป็นข้อจำกัดเมื่อต้องการขอสินเชื่อในระบบ เลยเป็นสาเหตุที่ NCB เร่งสร้างความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น

ข้อมูลเครดิต สำคัญกับคนยุคนี้แค่ไหน

ดร.ลัษมณ ย้ำว่า ข้อมูลเครดิตเป็นเหมือน “ตัวตนทางการเงิน” ที่สะท้อนพฤติกรรมของคนและมีส่วนช่วยให้คนเข้าถึงสินเชื่อ แต่ในอีกมุม NCB เป็นโครงสร้างพื้นฐานของภาคการเงินเพราะถ้าไม่มีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเหล่านี้ การปล่อยสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินให้มีเสถียรภาพอาจเป็นเรื่องยาก

ทั้งนี้ NCB มีโครงสร้างพื้นฐาน 2 ระดับ ทั้ง 1) ตัวข้อมูลเป็นข้อมูลที่สำคัญของระบบ 2) เครือข่ายการส่งข้อมูลทางการเงินที่มีสมาชิกถึง 160 กว่าแห่งซึ่งมีมากกว่าธนาคาร

“คะแนนเครดิตกับข้อมูลเครดิตจะไม่เหมือนกัน โดยคะแนนฯ จะคำนวณมาจากข้อมูล ซึ่งทั้ง 2 ตัวนี้ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นความสำคัญแล้วอยากทำให้ดีขึ้น เพื่อให้ชีวิตมีแต่เดินไปข้างหน้าแล้วเจอโอกาส” ดร.ลัษมณ กล่าว

อีกเรื่องสำคัญคือ แม้ว่าจะพลาดมีข้อมูลเครดิตที่ไม่ดี แต่ด้วยฐานข้อมูลที่จะจัดเก็บ 3 ปีตามกฎหมาย เลยเป็นเครื่องสะท้อนว่า คนที่พร้อมเปลี่ยนและปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้นก็จะมีข้อมูลเครดิตที่ดีขึ้นได้เช่นกัน

นอกจากนี้อีกเรื่องสำคัญคือ ข้อมูลเครดิตมักเป็นส่วนหนึ่งที่สถาบันการเงินใช้พิจารณาให้สินเชื่อแต่ไม่ใช่ทั้ง 100% โดยส่วนใหญ่จะใช้หลักการ 5Cs Character, Capacity, Capital, Collateral, Conditions และขึ้นอยู่กับนโยบายการรับความเสี่ยงของบริษัท

ก้าวต่อไปของ NCB

NCB ยังต้องพัฒนาต่ออีกหลายด้าน ในด้านข้อมูลแม้ตามกฎหมายจะประมวลได้เพียงส่วนข้อมูลที่เกี่ยวกับสินเชื่อและเครดิต แต่มองว่า Alternative Data (ข้อมูลทางเลือก) มีประโยชน์มากในหลายมิติทั้งช่วยปูพื้นฐานให้คนที่ยังไม่มีข้อมูลเครดิต ค่อย ๆ สร้างฐานข้อมูลเพิ่มขึ้น และอาจเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

ล่าสุด NCB จึงชวนบริษัทเครดิตบูโรในอาเซียนมาศึกษาร่วมกันว่าการใช้ Alternative Data ที่มีความเป็น centralized และมีมาตรฐานจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงทางการเงินได้อย่างไร โดยจะนำเสนอผลการศึกษาในงาน IMF World Bank Annual Meeting ร่วมกับบริษัทข้อมูลเครดิตลาว และบริษัทข้อมูลเครดิตของฟิลิปปินส์มาขึ้นเวทีกับเราด้วย

ขณะที่แผนงานของ NCB ยังเน้นความร่วมมือกับหน่วยงานผู้กำกับ และสมาชิกเพื่อพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เช่น การเจาะลึกข้อมูลให้มีความละเอียดมากขึ้นอย่างการระบุวัตถุประสงค์ในการใช้สินเชื่อ, หรือการระบุสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อการชำระหนี้ของประชาชนส่วนใหญ่ (อย่างเคสน้ำท่วมหาดใหญ่, Covid-19) เพื่อทำความเข้าใจและเห็นพฤติกรรมของคนได้ครบทุกด้าน

ส่วนแผนงานในช่วง 3 - 5 ปีต่อจากนี้ NCB ยังเน้นพัฒนาใน 3 เสาหลักคือ

  • TRUSTWORTHY ทั้งข้อมูลต้องแม่นยำ ปลอดภัย, Credit Score ต้องเสถียรและสามารถสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจประโยชน์ของข้อมูลเครดิต
  • Futureready เมื่อภูมิทัศน์ทางการเงินเปลี่ยนเร็ว NCB ต้องก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีทั้งในมิติของข้อมูล Credit Score ไปจนถึงเท่าทันผู้เล่นใหม่ๆ ในตลาด
  • Partnership มีความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาระบบและโครงสร้างพื้นฐานให้ตอบโจทย์ยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้เชื่อว่า ความเข้าใจเรื่องข้อมูลเครดิต จะมีส่วนช่วยให้คนไทยปรับพฤติกรรมและเมื่อเครดิตดีก็เหมือนมีกุญแจที่จะสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ 

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ