
หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 13.67 ล้านล้านบาท โดยสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ (Nano Finance) มีอัตราการเติบโตสูง
ในอดีตกว่าจะกู้เงินกับแบงก์ได้ต้องผ่านหลายขั้นตอน แต่ทุกวันนี้แค่เปิดแอปช้อปปิ้งก็กดจ่ายเงินแบบผ่อนชำระได้เลย ที่น่าตกใจกว่าคือบางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านั่นคือ “สินเชื่อ” แบบหนึ่ง ซึ่งทุกพฤติกรรมทั้งการจ่ายหนี้ตรงเวลา หรือจ่ายช้าจะมีผลต่อตัวตนทางการเงินในอนาคตทั้งนั้น
ท่ามกลางโลกการเงินและการสร้างหนี้ที่เปลี่ยนไปนี้จะส่งผลต่อคนไทยอย่างไร? Thairath Money ชวน “ดร.ลัษมณ อรรถาพิช” ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) มาเล่าถึงบทบาทและเบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานที่สถาบันการเงินไทยขาดไม่ได้ให้ฟังกัน
ดร.ลัษมณ เปิดภาพใหญ่ว่าตั้งแต่ปี 2566 หนี้ครัวเรือนไทยมีลักษณะขาลงมาโดยตลอด แต่ล่าสุด ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 13.67 ล้านล้านบาทถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นเราต้องเจาะลึกลงไปว่าสาเหตุเกิดจากอะไร โดยใช้ฐานข้อมูลเครดิตของ NCB ที่ครอบคลุมเกือบ 80% ของหนี้ครัวเรือนไทย
มิติแรกถ้าดูจากประเภทของหนี้พบว่า หนี้เชิงพาณิชย์ หรือ Commercial Loan หดตัวแต่สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ หรือ Nano Finance ที่เติบโตแตะสองหลัก ส่วนหนึ่งคาดว่ามาจากเหล่า Platform ให้สินเชื่อกับกลุ่มผู้ค้ารายย่อยบน Platform ออนไลน์มากขึ้นอาจเพราะเห็นยอดขายของผู้ค้าก็นำข้อมูลเหล่านี้มาพิจารณาให้สินเชื่อมากขึ้น แต่ถ้าพูดถึงหนี้ธุรกิจก็อาจมีการกู้ยืมในชื่อบุคคลธรรมดาผ่านสินเชื่อเพื่อการบริโภคอย่าง สินเชื่อส่วนบุคคล หรือ Personal Loan (Ploan) เพื่อมาทำธุรกิจก็ได้
ขณะที่ด้านหนี้เสีย (NPL) พบว่า สินเชื่อที่ยังน่ากังวลคือกลุ่ม Ploan และกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อหรือผ่อนสินค้าซึ่งไม่ใช่กลุ่มเช่าซื้อรถยนต์ แต่เป็นการผ่อนโทรศัพท์มือถือ รถจักรยานยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ
มิติที่สองเรื่องของหนี้ตามช่วงอายุจะพบว่า คนอายุน้อยเป็นหนี้เร็วขึ้น เมื่อบรรลุนิติภาวะที่อายุ 20 ปีเริ่มเห็นก่อหนี้มากขึ้นโดยเฉพาะ Ploan ซึ่งต่างจากคนรุ่นก่อนที่มักจะเริ่มก่อหนี้เป็นบัตรเครดิต หรือเมื่ออายุใกล้ 30 ปีจะก่อหนี้ก้อนใหญ่ เช่น บ้านหรือรถ
ประเด็นคนอายุน้อยเป็นหนี้เร็วขึ้น อยากชวนมองสองมุมหลัก คือ 1) การเข้าถึงสินเชื่อในยุคนี้ง่ายขึ้นมาก ยิ่งคนใช้เวลากับโลกออนไลน์ซึ่งมีบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later: BNPL) อนุมานได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หนี้ Ploan เพิ่มสูงขึ้น 2) ในเชิงพฤติกรรมศาสตร์พบว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองว่าหนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวหรือเป็นภาระหนักอึ้งเหมือนคนรุ่นก่อน แต่มองว่า หนี้คือวิถีชีวิต ไม่ว่าจะ BNPL หรือผ่อน 0% เป็นทางเลือกในการใช้จ่าย และบางส่วนยังมองว่า พวกเขาแค่ดึงรายได้ในอนาคต (Future Income) มาใช้จ่ายในวันนี้
“เมื่อพูดถึง BNPL มองว่าต้องมี 2 ขา เห็นด้วยที่จะมีการกำกับดูแล แต่เรื่องความรู้ทางการเงินหรือ Financial Literacy ของคนต้องเสริมหนักขึ้นไปอีก เพราะวันนี้ product หลากหลายมาก การเข้าถึง (หนี้) ง่ายสุด ๆ ถ้าไม่มีความรู้ทางการเงินอยู่เลย จะคุมยังไงล่ามโซ่ยังไงก็เปิดเปิงอยู่ดี” ดร.ลัษมณ
เมื่อโจทย์ของยุคนี้คือ ต้องรู้ให้ทันหนี้ และมี Financial Literacy แต่แบบไหนถึงจะใช้ได้จริง ดร.ลัษมณ เล่าต่อว่า เมื่อ Mindset ต่างกันวิธีจะสื่อสารเรื่องหนี้หรือการวางแผนชีวิตก็ต้องปรับตาม อย่างการใช้ Risk-Based Pricing (การให้ดอกเบี้ยตามความเสี่ยง) มองว่าเป็นการให้ความรู้และชี้ได้ชัดเจนว่าพฤติกรรมทางการเงินแบบไหนจะได้ผลลัพธ์อย่างไร
“Risk-Based Pricing คือการ educate ประชาชนแบบ hands-on ว่า คะแนนเครดิตดี ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมในการชำระหนี้ของคุณดี จะมี reward ในชีวิตนะ” ดร.ลัษมณ
ในต่างประเทศการใช้ Risk-Based Pricing ไม่ได้เป็นนิยามที่วิชาการมาก Platform ให้สินเชื่อต่างๆ จะใช้ ข้อมูลเครดิต และพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างมาพิจารณาดูว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคนที่เสี่ยงสูง และเสี่ยงน้อยจะได้อัตราดอกเบี้ยแตกต่างกัน (คนเสี่ยงน้อยมักได้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า) ซึ่งในไทยก็มีธนาคารพาณิชย์ที่เริ่มใช้ Risk-Based Pricing กับการให้สินเชื่อ โดยเชื่อมโยงกับคะแนนเครดิต (Credit Score)
โจทย์ใหญ่ของไทยนอกจากเรื่องความรู้ทางการเงิน คือ คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีตัวตนทางการเงินในระบบข้อมูลเครดิต เพราะจากประชากรกลุ่มวัยทำงานอายุ 20-60 ปี กว่า 39.18 ล้านคน มีถึง 40% ที่ไม่มีข้อมูลเครดิตที่อาจกลายเป็นข้อจำกัดเมื่อต้องการขอสินเชื่อในระบบ เลยเป็นสาเหตุที่ NCB เร่งสร้างความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น
ดร.ลัษมณ ย้ำว่า ข้อมูลเครดิตเป็นเหมือน “ตัวตนทางการเงิน” ที่สะท้อนพฤติกรรมของคนและมีส่วนช่วยให้คนเข้าถึงสินเชื่อ แต่ในอีกมุม NCB เป็นโครงสร้างพื้นฐานของภาคการเงินเพราะถ้าไม่มีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเหล่านี้ การปล่อยสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินให้มีเสถียรภาพอาจเป็นเรื่องยาก
ทั้งนี้ NCB มีโครงสร้างพื้นฐาน 2 ระดับ ทั้ง 1) ตัวข้อมูลเป็นข้อมูลที่สำคัญของระบบ 2) เครือข่ายการส่งข้อมูลทางการเงินที่มีสมาชิกถึง 160 กว่าแห่งซึ่งมีมากกว่าธนาคาร
“คะแนนเครดิตกับข้อมูลเครดิตจะไม่เหมือนกัน โดยคะแนนฯ จะคำนวณมาจากข้อมูล ซึ่งทั้ง 2 ตัวนี้ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นความสำคัญแล้วอยากทำให้ดีขึ้น เพื่อให้ชีวิตมีแต่เดินไปข้างหน้าแล้วเจอโอกาส” ดร.ลัษมณ กล่าว
อีกเรื่องสำคัญคือ แม้ว่าจะพลาดมีข้อมูลเครดิตที่ไม่ดี แต่ด้วยฐานข้อมูลที่จะจัดเก็บ 3 ปีตามกฎหมาย เลยเป็นเครื่องสะท้อนว่า คนที่พร้อมเปลี่ยนและปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้นก็จะมีข้อมูลเครดิตที่ดีขึ้นได้เช่นกัน
นอกจากนี้อีกเรื่องสำคัญคือ ข้อมูลเครดิตมักเป็นส่วนหนึ่งที่สถาบันการเงินใช้พิจารณาให้สินเชื่อแต่ไม่ใช่ทั้ง 100% โดยส่วนใหญ่จะใช้หลักการ 5Cs Character, Capacity, Capital, Collateral, Conditions และขึ้นอยู่กับนโยบายการรับความเสี่ยงของบริษัท
NCB ยังต้องพัฒนาต่ออีกหลายด้าน ในด้านข้อมูลแม้ตามกฎหมายจะประมวลได้เพียงส่วนข้อมูลที่เกี่ยวกับสินเชื่อและเครดิต แต่มองว่า Alternative Data (ข้อมูลทางเลือก) มีประโยชน์มากในหลายมิติทั้งช่วยปูพื้นฐานให้คนที่ยังไม่มีข้อมูลเครดิต ค่อย ๆ สร้างฐานข้อมูลเพิ่มขึ้น และอาจเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น
ล่าสุด NCB จึงชวนบริษัทเครดิตบูโรในอาเซียนมาศึกษาร่วมกันว่าการใช้ Alternative Data ที่มีความเป็น centralized และมีมาตรฐานจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงทางการเงินได้อย่างไร โดยจะนำเสนอผลการศึกษาในงาน IMF World Bank Annual Meeting ร่วมกับบริษัทข้อมูลเครดิตลาว และบริษัทข้อมูลเครดิตของฟิลิปปินส์มาขึ้นเวทีกับเราด้วย
ขณะที่แผนงานของ NCB ยังเน้นความร่วมมือกับหน่วยงานผู้กำกับ และสมาชิกเพื่อพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เช่น การเจาะลึกข้อมูลให้มีความละเอียดมากขึ้นอย่างการระบุวัตถุประสงค์ในการใช้สินเชื่อ, หรือการระบุสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อการชำระหนี้ของประชาชนส่วนใหญ่ (อย่างเคสน้ำท่วมหาดใหญ่, Covid-19) เพื่อทำความเข้าใจและเห็นพฤติกรรมของคนได้ครบทุกด้าน
ส่วนแผนงานในช่วง 3 - 5 ปีต่อจากนี้ NCB ยังเน้นพัฒนาใน 3 เสาหลักคือ
สุดท้ายนี้เชื่อว่า ความเข้าใจเรื่องข้อมูลเครดิต จะมีส่วนช่วยให้คนไทยปรับพฤติกรรมและเมื่อเครดิตดีก็เหมือนมีกุญแจที่จะสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney