
ภัยสแกมเมอร์ยังไม่จบ! 7 เดือนเสียหาย 9.3 พันล้าน คนไทย 1 ใน 4 สารภาพเคยตกเป็นเหยื่อ ซื้อของออนไลน์ - ถูกหลอกลงทุน - สวมบัญชี เยอะสุด
ยิ่งโลกดิจิทัลพัฒนาไปไกลและอำนวยความสะดวกให้ชีวิตเรามากเท่าไร กลับยิ่งกลายเป็น "สนามล่าเหยื่อ" ชั้นดีของเหล่ามิจฉาชีพ ที่ปรับตัวตามเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในตัวเลขความเสียหายของประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะพบว่าภัยทางการเงินดังกล่าว ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด
ข้อมูลล่าสุด จาก SCB EIC (ธนาคารไทยพาณิชย์) สะท้อนภาพภัยสแกมเมอร์ในบ้านเรา ที่ยังน่ากังวล โดยพบว่า แม้จำนวนการแจ้งเหตุในปี 2569 จะลดลงจากปีก่อน แต่ความเสียหายยังอยู่ในระดับหลายพันล้านบาท และรูปแบบการหลอกลวงกำลังผูกติดกับชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
เข้าสู่ปี 2569 เพียงแค่ 7 เดือนแรก (มกราคม - กรกฎาคม) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เปิดเผยว่ามีเคสถูกแจ้งเหตุแล้วกว่า 1.9 แสนเคส เฉลี่ย 902 เคสต่อวัน ฟันความเสียหายไปแล้วมากกว่า 9.3 พันล้านบาท ตัวเลขนี้ย้ำชัดว่า ต่อให้ปริมาณคดีเฉลี่ยต่อวันจะดูลดลง แต่ความเสียหายเชิงมูลค่ายังน่ากังวลอย่างยิ่ง และ เพียงพอที่จะเห็นว่า ปัญหาสแกมเมอร์ยังอยู่ใกล้ตัวคนไทยมากกว่าที่คิด
ประเด็นที่น่าสนใจ คือ สแกมเมอร์ไม่ได้ใช้วิธีเดิมๆ ในการเข้าถึงเหยื่ออีกต่อไป เมื่อการซื้อของ การทำงาน การติดต่อราชการ การลงทุน ไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวันย้ายเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น พื้นที่เหล่านี้ก็กลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้าถึงคนได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
ผลสำรวจ SCB EIC Consumer Survey ในหัวข้อ “When Life Goes Digital” ยังชี้ว่า คนไทย 1 ใน 4 เคยตกเป็นเหยื่อและได้รับความเสียหายจากสแกมเมอร์ โดยช่องทางและรูปแบบการหลอกลวงที่มีการแจ้งเหตุสูงสุด คือ การหลอกลวงด้าน ซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ครองสัดส่วนสูงถึง 73% ของคดีที่ได้รับแจ้ง ห่างจากอันดับรองลงมาอย่างการหลอกลวงด้านการจ้างงานที่ 9% และการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น 7%
พูดง่ายๆ คือ ในวันที่คนไทยคุ้นเคยกับการกดสั่งของผ่านมือถือ การซื้อของออนไลน์ก็กลายเป็นหนึ่งในจุดที่มิจฉาชีพเข้ามาแทรกตัวได้มากที่สุด ตั้งแต่ร้านปลอม สินค้าไม่ตรงปก จ่ายเงินแล้วไม่ได้ของ ไปจนถึงการใช้ช่องทางออนไลน์สร้างความน่าเชื่อถือก่อนปิดการขาย
สิ่งที่น่ากังวลกว่าการ “ถูกหลอก” คือ หลังจากเสียเงินแล้ว เงินนั้นไม่ได้กลับคืนมาง่ายๆ SCB EIC พบว่า ในหลายรูปแบบ ผู้เสียหายมากกว่าครึ่งระบุว่ายังไม่ได้รับการแก้ไขหรือเยียวยา โดยเฉพาะกรณีซื้อสินค้าออนไลน์แล้วไม่ได้สินค้า และการถูกหลอกให้โอนเงิน
ทั้งนี้ แม้การหลอกลงทุนจะมีสัดส่วนเพียง 3% ของคดีที่ได้รับแจ้งในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ที่สูงถึง 73% แต่ถือเป็นรูปแบบที่สร้างความเสียหายทางการเงินได้รุนแรง เพราะมักใช้ ผลตอบแทนที่สูงและดูง่ายเกินจริง เป็นตัวดึงดูด
กลไกของการหลอกอาจเริ่มจากโฆษณา เพจ หรือบุคคลที่ดูน่าเชื่อถือ ก่อนชวนเข้าสู่แพลตฟอร์มลงทุน และสร้างภาพว่ามีผลตอบแทนเกิดขึ้นจริง เหยื่อบางรายจึงไม่ได้รู้สึกว่ากำลัง “ถูกหลอก” ในครั้งแรก แต่เชื่อว่ากำลังทำกำไรจากการลงทุน ก่อนที่เงินจะหายไปในท้ายที่สุด
นี่จึงถือเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้ บริบท ที่คนไทยซื้อของผ่านมือถือ ติดต่อธุรกิจผ่านโซเชียล มีบัญชีธนาคารและบัตรเชื่อมกับแพลตฟอร์มต่างๆ และใช้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อยืนยันตัวตนมากขึ้น ทุกความสะดวกจึงมาพร้อม “ช่องทาง” ใหม่ที่สแกมเมอร์สามารถใช้เข้าถึงผู้บริโภค
โดย SCB EIC มองว่า แม้ผู้บริโภคมีแนวโน้มป้องกันตัว ผ่านการเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม e-Commerce รายใหญ่หรือช่องทางทางการของแบรนด์มากขึ้น เพราะมองว่ามีความปลอดภัยกว่า ขณะที่การซื้อกับร้านค้าขนาดเล็ก ผู้บริโภคจะตรวจสอบข้อมูลร้าน ประวัติการขาย รีวิว และช่องทางติดต่อมากขึ้น
แต่โจทย์ไม่ได้อยู่ที่ประชาชนฝ่ายเดียว แพลตฟอร์มออนไลน์เองต้องเพิ่มระบบคัดกรองร้านค้า ใช้เทคโนโลยีตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ และสร้างระบบคุ้มครองผู้ซื้อ ส่วนภาครัฐต้องทำให้ข้อมูลจากธนาคาร แพลตฟอร์ม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชื่อมถึงกันเร็วพอที่จะหยุดเงินก่อนที่จะถูกถอนหรือโอนต่อ เพราะในโลกของสแกมเมอร์ เวลาที่ผ่านไปหลังเกิดเหตุ อาจหมายถึงเงินที่ตามกลับคืนมาได้ยากขึ้นนั่นเอง.
ที่มา : SCB EIC
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney