
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดการประชุมประจำปี MFLF Sustainability Forum 2026 ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การเสวนาหัวข้อ “Nature Positive Business: กลยุทธ์ธุรกิจในยุคที่ธรรมชาติเป็นหุ้นส่วน” เพื่อถอดรหัสยุทธศาสตร์องค์กรในการมุ่งสู่การเป็น “Nature Positive” หรือการดำเนินธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกและฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์กว่าเดิม ซึ่งถือเป็นการก้าวข้ามจากการแค่พยายามลดผลกระทบทางลบ มาเป็นการลงมือทำเพื่อคืนสมดุลให้ระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เป็นผู้ดำเนินรายการ
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยว่า แนวทางการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ต้องไม่เป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทได้ขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ “3 ป.” คือ ปลูกคน ปลูกป่า และปลูกเมือง มุ่งให้โอกาสทางการศึกษาแก่ชุมชนรอบนิคมฯ พร้อมเปลี่ยนข้อกำหนดพื้นที่สีเขียวให้กลายเป็นการฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศอย่างแท้จริง ควบคู่กับการใช้ระบบจัดการน้ำแบบ Zero Discharge นำน้ำทิ้งมารีไซเคิลโดยไม่ดึงน้ำจากธรรมชาติเพิ่ม ทั้งนี้ ขอย้ำว่า ESG ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ากรีนก็กินได้ ที่สามารถสร้างรายได้กลับมาให้บริษัทฯ ได้นับพันล้านบาท จากการรุกธุรกิจรถบรรทุกไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ และโซลาร์รูฟ รวมถึงการนำน้ำมารีไซเคิลขายในนิคมฯ และยังกลายเป็นผลบวกและเป็นคำตอบที่ตรงใจนักลงทุนต่างชาติ
ด้านนายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า ธุรกิจเครื่องดื่มต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ บริษัทจึงเดินหน้ากลยุทธ์บริหารจัดการน้ำแบบ 3 มิติ ตั้งแต่การหมุนเวียนน้ำในโรงงานแบบไม่ปล่อยทิ้ง และสร้างพื้นที่เก็บกักน้ำกว่า 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ขยายสู่การทำงานร่วมกับชุมชนจนได้รับมาตรฐานจัดการน้ำระดับโลก (AWS Certification) ไปจนถึงการฟื้นฟูลุ่มน้ำระดับชาติ ดำเนินโครงการอนุรักษ์ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำวัง และลุ่มน้ำโขง ทำมาต่อเนื่อง 9 ปี คืนน้ำสู่ธรรมชาติได้กว่า 20 ล้านลูกบาศก์เมตร สร้างประโยชน์ให้กว่า 40,000 ครอบครัว โดยตั้งเป้า Net Zero ด้านน้ำภายในปี 2030 เพราะหากเกิดวิกฤตธรรมชาติจนชาวบ้านเดือดร้อน ย่อมกระทบต่อกำลังซื้อ และธุรกิจก็อยู่รอดไม่ได้เช่นกัน
ขณะที่นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ระบุว่า ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก บริษัทมุ่งหลีกเลี่ยงการสร้างป่าคอนกรีตที่ขวางทางน้ำและทำลายระบบนิเวศ โดยเน้นแนวคิด Place Making จัดสรรพื้นที่ 50% เพื่อสร้างพื้นที่เปิดโล่งและป่าในเมือง ควบคู่กับการลดคาร์บอน Scope 3 ตัวอย่างในการก่อสร้างโครงการ วัน แบงค็อก (One Bangkok) ได้ร่วมกับ SCG นำหัวเสาเข็มกว่า 2,600 ต้นมารีไซเคิล และใช้เทคโนโลยีจัดการขยะอาหารเป็นปุ๋ย ทั้งนี้ การบูรณาการธรรมชาติเข้ากับธุรกิจเพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) หรือการรักษาสมดุลระหว่างการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการดูดซับกลับคืนให้มีค่าสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 จะช่วยให้องค์กรเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวที่มีต้นทุนต่ำลง และสร้างความได้เปรียบในการดึงดูดผู้เช่าองค์กรชั้นนำระดับโลกที่มองหาพื้นที่รักษ์โลกได้อย่างมหาศาล
ทั้งนี้ บริษัทไม่ได้พัฒนาเพื่อผลตอบแทนทางการเงิน (IRR) เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชน การออกแบบพื้นที่จึงต้องบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพ และสุขภาวะที่ดีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศในโครงการ ซึ่งแนวทางนี้ถือเป็นการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน ที่ช่วยยกระดับคุณภาพโครงการให้โดดเด่น และกลายเป็นข้อเสนอที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดอย่างแท้จริง