
ระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ไม่ได้อยู่ไกลตัวอีกต่อไป เพราะแรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้า การแข่งขันของมหาอำนาจ การย้ายฐานการผลิต ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี กำลังไหลลงมาถึงธุรกิจในต่างจังหวัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เคยเป็นเรื่องของตลาดโลก กำลังกลายเป็นต้นทุน ราคาสินค้า พฤติกรรมลูกค้า และกติกาที่ผู้ประกอบการต้องรับมือในแต่ละวัน
การแข่งขันจึงไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครขายถูกกว่าอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนเป็นการแข่งขันว่าใครปรับตัวได้เร็วกว่า ใครเข้าถึงเทคโนโลยีได้ดีกว่า และใครสามารถเปลี่ยนความเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นโอกาสได้ก่อนกัน
ดร.ณรงค์ ตนานุวัฒน์ นักธุรกิจและผู้นำภาคเอกชนเชียงใหม่ มองสถานการณ์ของผู้ประกอบการท้องถิ่นว่าเป็นภาวะ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ที่ขยายวงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ใช่เพียงแรงกดดันจากต่างประเทศ แต่รวมถึงการแข่งขันภายในประเทศที่ทุนขนาดใหญ่และทุนข้ามชาติเข้ามาอยู่ในตลาดระดับชุมชนมากขึ้น ขณะที่ SME และผู้ประกอบการรายย่อยมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและกำลังต่อรอง จึงต้องเผชิญการแข่งขันที่หนักขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับเชียงใหม่ แรงกดดันจากโลกภายนอกซ้อนทับกับปัญหาในประเทศ ทั้งราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่ผันผวน การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน การแข่งขันจากสินค้าต่างชาติ ตลอดจนกำลังซื้อที่ชะลอตัว ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนจากตลาดแบบเดิมไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มและช่องทางดิจิทัลมากขึ้น แต่กลับต้องแบกรับต้นทุนทางการตลาดและค่าคอมมิชชันที่สูง จนกำไรที่เคยมีถูกบีบให้บางลง
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่ “ขายได้หรือไม่ได้” แต่เป็นคำถามว่า เมื่อขายได้แล้ว เหลืออะไรกลับมาถึงผู้ประกอบการจริงๆ
ดร.ณรงค์ยังชี้ให้เห็นอีกด้านของการเปลี่ยนผ่านว่า เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด โดยเฉพาะ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว ธุรกิจที่ไม่สามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับงาน การตลาด และบริการของตนเองได้ อาจเสียเปรียบมากขึ้นทุกที อย่างไรก็ตาม การปรับตัวไม่จำเป็นต้องหมายถึงการลงทุนครั้งใหญ่เสมอไป หากเริ่มจากการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาที่มีอยู่จริง ลดงานซ้ำซ้อน ลดค่าใช้จ่าย และทำให้คนในองค์กรทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น
นายทินกร ลาวัณย์เสถียร ประธานหอการค้าจังหวัดระยอง มองสงครามการค้าและการย้ายฐานผลิตว่าเป็นทั้งวิกฤติและโอกาส สินค้าจากประเทศที่ถูกกีดกันทางการค้าอาจไหลเข้ามาแข่งขันกับสินค้าไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง การปรับโครงสร้างห่วงโซ่การผลิตของบริษัทข้ามชาติก็เปิดโอกาสให้ประเทศไทยรับการลงทุนใหม่ หากผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับตัวเองขึ้นไปอยู่ในห่วงโซ่นั้นได้
โจทย์จึงไม่ใช่การปิดประตูใส่ทุนต่างชาติ แต่คือการทำให้เงินลงทุนที่เข้ามาสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างแท้จริง ตั้งแต่การใช้ผู้รับเหมาท้องถิ่น การซื้อวัตถุดิบและบริการจากบริษัทไทย การจ้างงานคนไทย ไปจนถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี หากการลงทุนใหม่เกิดขึ้น แต่ผู้ประกอบการในพื้นที่ยังยืนอยู่ข้างนอกห่วงโซ่การผลิต โอกาสทางเศรษฐกิจก็อาจไม่กระจายไปถึงฐานรากเท่าที่ควร
ด้าน นายฐานวัฒน์ บวรอนันตโรจน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง มองในทิศทางใกล้เคียงกัน โดยเน้นว่าต้องพิจารณา “คุณภาพของการลงทุน” มากกว่าตัวเลขเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว นักลงทุนต่างชาติสามารถนำเงินทุน เทคโนโลยี ตลาด และองค์ความรู้เข้ามาสร้างประโยชน์ได้ แต่สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการไทยต้องเชื่อมต่อเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ที่มีมูลค่าสูงขึ้น
อุตสาหกรรมใหม่อย่าง EV, Electronics, Automation, Robotics, Digital Industry และ Data Center จึงเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของธุรกิจท้องถิ่น หากสามารถยกระดับมาตรฐานและศักยภาพได้ ผู้ประกอบการรายเล็กก็ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับทุนใหญ่ด้วยขนาด แต่สามารถแข่งขันด้วยความเชี่ยวชาญ ความคล่องตัว และคุณค่าที่แตกต่าง
ในมุมของนายฐานวัฒน์ เทคโนโลยีอย่าง AI, Automation และ Big Data กำลังเปลี่ยนกระบวนการผลิตและการบริหารอย่างลึกซึ้ง แต่ SME ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการลงทุนมหาศาล การใช้ AI ช่วยงานเอกสารและการขาย ระบบดิจิทัลจัดการสต๊อก หรือ Sensor ลดการใช้พลังงาน ก็อาจสร้างผลลัพธ์ได้แล้ว
พร้อมกันนั้น กติกาสิ่งแวดล้อมกำลังเดินเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางการค้าอย่างเต็มตัว เรื่อง ESG, Carbon Footprint, Renewable Energy และ Circular Economy กำลังกลายเป็นเงื่อนไขในการเข้าถึงตลาดและคำสั่งซื้อ หากผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงข้อมูลการใช้พลังงานหรือการปล่อยคาร์บอนได้ ความเสี่ยงอาจไม่ใช่เพียงเสียคะแนน แต่คือเสียลูกค้า
ภาพจากภูเก็ตทำให้เห็นอีกมิติหนึ่งของผลกระทบ เพราะเศรษฐกิจของจังหวัดพึ่งพา การท่องเที่ยวและกำลังซื้อจากผู้คนทั่วโลกอย่างเข้มข้น ดร.ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น ผู้ประกอบการ เมืองป่าตอง มองว่าทุกความเปลี่ยนแปลงระดับโลกสามารถส่งแรงกระเพื่อมถึงภูเก็ตได้โดยตรง ทั้งการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว กำลังซื้อในประเทศ ธุรกิจบริการ อสังหาริมทรัพย์ และการลงทุน
สิ่งที่น่ากังวลคือผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งยังปรับตัวไม่ทันกับเทคโนโลยีใหม่ ทั้งการลดต้นทุน การตลาดออนไลน์ และการเชื่อมต่อกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว เมื่อโลกเดินด้วยความเร็วของแพลตฟอร์ม ธุรกิจที่ยังใช้วิธีคิดแบบเดิมอาจต้องใช้ต้นทุนมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่าเดิม
ขณะเดียวกัน ภูเก็ตกำลังเผชิญคำถามเรื่องความยั่งยืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่พลังงานสะอาด การแยกขยะ การจัดการน้ำเสีย ไปจนถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเมืองท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างรวดเร็วไม่อาจพึ่งพาทรัพยากรแบบเดิมได้ตลอดไป
สิ่งที่ผู้ประกอบการทั้งสี่รายสะท้อนออกมา แม้มาจากพื้นที่และธุรกิจที่แตกต่างกัน กลับมีจุดร่วมสำคัญอยู่ข้อหนึ่ง คือโลกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันแบบเดิมไปสู่การแข่งขันที่ซับซ้อนขึ้น ธุรกิจไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องราคา แต่ต้องรับมือพร้อมกันทั้งเงินทุน เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน กติกาการค้า สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมผู้บริโภค
ทางออกจึงไม่ใช่การรอให้สถานการณ์โลกกลับมาเหมือนเดิม เพราะอาจไม่มีวันนั้นอีกแล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการทำได้คือกระจายความเสี่ยง ไม่ฝากอนาคตไว้กับตลาดใดตลาดหนึ่ง ยกระดับสินค้าและบริการจากการแข่งราคาไปสู่การสร้างมูลค่า ใช้เอกลักษณ์ท้องถิ่นเชื่อมกับมาตรฐานสากล
หรือพูดง่ายๆว่า “คิดแบบโลก แต่สร้างจากฐานของเราเอง”.