
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การผลิตรถยนต์เดือน ก.ค.เพิ่มขึ้นจากการผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) ที่พุ่งถึง 13,422 คัน เพิ่มขึ้น 271.80% ขณะที่รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ผลิต 1,661 คัน เพิ่มขึ้น 295.48% และ HEV ผลิต 24,173 คัน เพิ่มขึ้น 95.35% สวนทางรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ซึ่งผลิตเพียง 8,251 คัน ลดลงถึง 62.49% ภาพดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนเกียร์ของตลาดรถยนต์อย่างชัดเจน ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประกอบกับความต้องการรถประหยัดพลังงาน ทำให้รถไฟฟ้าและรถไฮบริดเข้ามาแทนที่รถเครื่องยนต์สันดาปเร็วขึ้น ขณะที่การผลิตรถบรรทุกขนาดต่างๆ ฟื้นตัว โดยเดือน ก.ค.ผลิตได้ 1,550 คัน เพิ่มขึ้น 108.05% หลังการย้ายโรงงานผลิตแล้วเสร็จ
อย่างไรก็ตาม หากมองสะสม 7 เดือนแรก ภาพรวมยังไม่ได้สดใสเต็มที่ การผลิตรถยนต์อยู่ที่ 834,595 คัน ลดลงเล็กน้อย 0.09% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยรถยนต์นั่งผลิต 299,878 คัน ลดลง 1.05% แต่ภายในโครงสร้างมีความเปลี่ยนแปลงชัดเจน รถยนต์นั่ง ICE ลดลง 34.49% เหลือ 92,184 คัน ขณะที่ BEV เพิ่มขึ้น 73.13% เป็น 47,452 คัน PHEV เพิ่ม 34.98% และ HEV เพิ่ม 17.41%
ด้านยอดขายในประเทศเดือน ก.ค.อยู่ที่ 59,196 คัน เพิ่มขึ้น 20.07% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.80% จากเดือน มิ.ย. โดยแรงซื้อรถไฟฟ้าเป็นพระเอกของตลาด BEV ขายได้ 20,989 คัน เพิ่มขึ้นถึง 122.08% คิดเป็น 35.46% ของยอดขายทั้งหมด ขณะที่รถยนต์นั่ง ICE ขายได้เพียง 7,654 คัน ลดลง 34.58%
แต่ตัวเลขที่ดูดีในภาพรวมยังซ่อนโจทย์ใหญ่ไว้ โดยเฉพาะตลาดรถกระบะซึ่งเป็นหนึ่งในฐานรากของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ยอดขายรถกระบะ 1 ตันเดือน ก.ค.ลดลง 16.22% เหลือ 5,084 คัน แม้รถกระบะดับเบิลแค็บจะเพิ่มขึ้น 14.33% แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยตลาดโดยรวมที่อ่อนแรง ขณะที่การปล่อยสินเชื่อรถยนต์ยังถูกสถาบันการเงินคุมเข้ม ส.อ.ท.มองว่า ปัญหานี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่โชว์รูมรถยนต์ เพราะรถกระบะใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนสูง เมื่อยอดขายและยอดผลิตลดลง ย่อมกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนและธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานเป็นลูกโซ่
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือการเติบโตของยอดขาย BEV ในประเทศ เมื่อ 7 เดือนแรกขายได้ 125,411 คัน เพิ่มขึ้น 97.39% แต่การผลิตรถยนต์นั่ง BEV ในประเทศมีเพียง 46,924 คัน หรือคิดเป็น 37.42% ของยอดขาย สะท้อนว่าส่วนใหญ่ยังมาจากรถนำเข้า ส.อ.ท.จึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณาโครงสร้างภาษีให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างรถนำเข้ากับรถที่ผลิตในประเทศไทย ซึ่งมีการจ้างแรงงานและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ