จัดแถว “ปลัดกระทรวง” วางขุมกำลังต่อยอดทางการเมือง

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

จัดแถว “ปลัดกระทรวง” วางขุมกำลังต่อยอดทางการเมือง

Date Time: 24 ส.ค. 2569 04:01 น.

Video

ดร.นิเวศน์ เผยคาถา 30 ปี ทำให้เป็นเศรษฐีหมื่นล้าน? l Money Secret EP.21

Summary

เจาะลึกความขัดแย้งฤดูกาลแต่งตั้งปลัดกระทรวงปีงบประมาณ 2569 เมื่อเกิดปรากฏการณ์มิสคอลในกระทรวงอุตสาหกรรม และการเสนอชื่อปลัดพลังงานกลาง ครม. ส่องสัมพันธ์ข้าราชการประจำกับการเมือง

Latest


“รัฐบาลภูมิใจไทย” ได้ชื่อว่าถนัดงานวางขุมกำลังข้าราชการประจำ เพื่อความได้เปรียบทางการเมืองมานักต่อนัก ผลการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 เป็นเครื่อง พิสูจน์ได้ดี เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้โอกาสขยับขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.มหาดไทย จัดแจงโยกย้ายข้าราชการมหาดไทยทั่วประเทศ สร้างเครือข่ายจนกลายเป็น 1 กลไกสำคัญ ที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะมาครองได้สำเร็จ

ในทุกฤดูกาลโยกย้าย–แต่งตั้งข้าราชการใหม่ ในโอกาสเริ่มปีงบประมาณวันที่ 1 ต.ค.ของทุกปี การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการประจำในทุกกระทรวง คือการวางยุทธศาสตร์คนทำงานที่สำคัญยิ่งต่อเจ้ากระทรวงที่มาจากการเมืองและการเลือกตั้ง

ปีงบประมาณ 2569 ที่กำลังหมดไป มีข้าราชการกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญเกษียณอายุ ต้องมีการแต่งตั้งบุคคลที่มีความเหมาะสมขึ้นดำรงตำแหน่งแทน เป็นโอกาสที่รัฐมนตรีจะได้เลือกสรรคนที่ใช่ คนที่ชอบ

ในยุคที่ข้าราชการประจำต้องจัดระเบียบแถวตรง สงบปากสงบคำ กลับมีปรากฏการณ์ “มิสคอล” สร้างความวุ่นวายขึ้นที่กระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อปลัดกระทรวงไม่ยอมเสนอชื่อปลัดใหม่คนที่รัฐมนตรีเลือก แต่กลับเสนอชื่อคนที่ตัวเองเลือก พอรัฐมนตรีโทร.ไป กลับไม่รับสาย ปล่อยล้อฟรีให้เป็นที่โจษจันไปทั่ว

แถมด้วยการสอดแทรกวาระแต่งตั้ง “ปลัดกระทรวงพลังงาน” คนใหม่ ในที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 ขณะที่นายกรัฐมนตรีกำลังเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ชนิดที่รัฐมนตรีหลายคนงงเป็นไก่ตาแตก เพราะเชื่อว่าตำแหน่งปลัดพลังงานและอุตสาหกรรมที่กำลังมีปัญหากันอยู่นั้น ควรรอนายกรัฐมนตรีเข้ามาร่วมรับรู้

สิ่งนี้สะท้อนความสำคัญของตำแหน่ง “ปลัดกระทรวง” ฝ่ายบริหารสูงสุดในระดับข้าราชการประจำ ซึ่งต้องขับเคลื่อนการทำงานให้กับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง

กระทรวงพลังงาน

ชื่อของ “นายฉันทานนท์ วรรณเขจร” ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คนสนิทบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ถูกหยิบขึ้นมาอยู่ในเกมโยกย้ายปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมสลับกระทรวงพลังงาน แบบคนถามกันให้แซ่ดว่าคือใคร จน “นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน เสนอชื่อแต่งตั้งสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 18 ส.ค.2569 วันที่นายกรัฐมนตรีไม่อยู่ เพราะเดินทางไปออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ทำเอารัฐมนตรีหลายคนยังงงๆอึ้งๆ เคาะแต่งตั้งนายฉันทานนท์ดั้นเมฆขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทนนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดคนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุในวันที่ 30 ก.ย.

นายฉันทานนท์นั่งๆนอนๆอยู่ในบ้าน มีคนมาขายหวย แล้วถูกรางวัลที่ 1 แบบไม่คาดคิด และชื่อนี้จะอยู่ในตำแหน่งไปจนถึงปี 2574 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อพิสูจน์ว่าคนนอกที่ไม่เคยสัมผัสกับเนื้องานด้านพลังงาน เพราะเป็นลูกหม้อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ จะไปรอดกับตำแหน่งนี้หรือไม่ ประสบการณ์ที่พอจะมีคือการนั่งเป็นบอร์ดบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ ตั้งแต่เมื่อเดือน เม.ย.2569

 โจทย์ยากที่นายฉันทานนท์ต้องเจอ ภายใต้นโยบาย “สุดซอย” ของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ประกอบด้วยการบริหารจัดการโครงสร้างค่าไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที), การปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานโดยเฉพาะการทบทวนสูตรราคาพลังงานทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบและความผันผวนของราคาตลาดโลกเพื่อลดภาระการชดเชยราคาของกองทุนน้ำมัน, การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เร่งรัดขับเคลื่อนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (พีดีพีฉบับใหม่), โครงการพลังงานชีวภาพและพลังงานชุมชน, โครงการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปเสรี ที่จะต้องปลดล็อกข้อจำกัดและกฎระเบียบเชิงนโยบายเพื่อให้ประชาชน หอพัก ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคาได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว เป็นต้น

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คงต้องอาศัย นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน สามหนุ่มสามมุมที่กอดคออกหักจากตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน ช่วยถือหางเสือคัดท้ายเรือลำที่มี “ฉันทานนท์” เป็นไต้ก๋ง ควบคุมบังคับทิศทางเรือลำนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 เป็นต้นไป

กระทรวงอุตสาหกรรม

ในการประชุม ครม. วันที่ 25 ส.ค.2569 อาจจะได้คำตอบ สุดท้ายว่า “นายณัฐพล รังสิตพล” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งนั่งเก้าอี้ปลัดมาครบเทอม 4 ปี จะถูก “นายวราวุธ ศิลปอาชา” รมว.อุตสาหกรรม โยกไปรับตำแหน่งซี 11 ที่หน่วยงานใด โดยยังเหลืออายุราชการอีกตั้ง 4 ปี

ความยุ่งเหยิงเป็นวัวพันหลักที่กระทรวงอุตสาหกรรม จนทำให้นายณัฐพลหลุดวงโคจรในครั้งนี้ มาจากกรณีที่มีการวางตัวนายณัฐพลโยกไปเป็น รมว.พลังงาน แต่นายณัฐพลต้องยอมเสนอชื่อนายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมขึ้นเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ตามความต้องการของนายวราวุธ

แต่สิ่งที่นายณัฐพลไม่ยอมกระทำในการประชุม ครม.วันที่ 18 ส.ค.2569 นั่นคือการเสนอชื่อนายภาสกร แต่กลับเสนอนายฉันทานนท์ วรรณเขจร น.ส.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ รวมทั้ง น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ไปให้เลือกแทน

จนทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งนายวราวุธ, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ที่ตอนแรกประกาศพร้อมรับนายณัฐพลไปเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน รวมทั้ง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ต่างโทรศัพท์ตามตัว แต่นายณัฐพลไม่ยอมรับสายก่อนออกมาตัดจบว่า ลืมโทรศัพท์ไว้ในรถยนต์และคนขับรถนำรถไปติดต่องานที่อื่น จนเป็นที่มาของบทสรุป นายณัฐพลหมดโอกาสไปเป็นปลัดกระทรวงพลังงานในทันที เพราะที่ประชุม ครม.วันที่ 18 ส.ค.2569 ได้แต่งตั้งนายฉันทานนท์ วรรณเขจร ขึ้นเป็นปลัดพลังงานไปเรียบร้อยโรงเรียนบุรีรัมย์

ส่วนแนวโน้มล่าสุดชื่อนายภาสกรค่อนข้างนิ่งในตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ ด้วยอายุราชการเหลืออีก 4–5 ปี โดยเฉพาะการเข้ามาผลักดัน เร่งแก้ไข พ.ร.บ.โรงงานอุตสาหกรรม และจัดทำ พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อจัดทำกฎหมายให้สอดรับการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน และป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต การแก้ปัญหา สินค้าที่ไม่ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) จากต่างประเทศที่ถูกลักลอบเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย รวมทั้งการกำหนด มอก.การผลิตเหล็กที่ยังมีปัญหาในขณะนี้ เป็นต้น

กระทรวงการคลัง

ยังเหลืออายุราชการอีก 1 ปี สำหรับ “นายลวรณ แสงสนิท” ปลัดกระทรวงการคลัง ขึ้นดำรงตำแหน่งในเดือน ต.ค.2566 ถูกแต่งตั้งโดย “นายเศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลังในสมัยนั้น

หลังรับตำแหน่งนายลวรณถือโอกาสปรับทัพครั้งใหญ่ โยกย้ายตำแหน่งอธิบดีในสังกัดถึง 3 ครั้ง แบบสลับตำแหน่งทุกปี ให้เหตุผลว่าต้องการให้ทุกคนได้เรียนรู้ หมุนเวียนไปให้ทั่วทุกหน่วยงาน เพื่อให้ได้มุมมองหลากหลาย เตรียมตัวเป็นปลัดกระทรวงการคลังคนใหม่ หรือส่งไปนั่งเป็นปลัดกระทรวงอื่น

แต่เป็นที่รู้กันว่านายลวรณต้องการดัน น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ลูกน้องคนสนิทให้เดินตามรอยขึ้นเป็น “ปลัด” คนต่อไป ในช่วง 3 ปี บนเก้าอี้ปลัดคลัง เขาโยกย้าย น.ส.กุลยาจากผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปกรมสรรพากร ตามด้วยกรมบัญชีกลาง กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร ก่อนจะถูกโยกกลับมากรมสรรพากรอีกครั้งเมื่อเดือน ต.ค.2568 ในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 ซึ่งมี  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และต่อมา น.ส.กุลยาได้ลาออกมีผลวันที่ 1 พ.ค.2569 สมัยรัฐบาลอนุทิน 2 ซึ่งนายเอกนิติกลับมาเป็น รมว.คลังอีกครั้ง

ตัดไปที่เส้นทางของนายเอกนิติ ขณะนั้นยังรับราชการกระทรวงการคลัง ถือเป็นดาวรุ่ง แคนดิเดต “ปลัด” อีกคน แต่ถูกคลื่นลมการเมืองเซซัด โยกจากอธิบดีกรมสรรพากรไปกรมสรรพสามิต และกรมธนารักษ์ จากกรมใหญ่ไหลลงมาสู่กรมเล็ก จนถูกทาบทามเข้าสู่เส้นทางการเมือง เป็น รมต.คนนอก นายเอกนิติจึงตัดสินใจลาออกจากราชการ เดินเข้าสู่เส้นทางการเมือง

ทำให้สถานะระหว่างนายลวรณสลับที่กันทันที เดิมนายลวรณเป็นผู้บังคับบัญชาของนายเอกนิติ กลายเป็นนายเอกนิติสลับเป็นผู้บังคับบัญชาของนายลวรณแทน อย่างไรก็ตามในสายตาคนภายนอก ทั้ง 2 มีความสัมพันธ์เชิงพี่น้อง ทำงานร่วมกันอย่างมืออาชีพ แต่เบื้องลึกของ 2 หัวใจ ไม่มีใครรู้แน่ชัด

โดยนายลวรณถือเป็นขุนพลสำคัญ ในการทำงานขับเคลื่อนนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” มาตั้งแต่รัฐบาล “อนุทิน 1” ตามด้วย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ตามด้วยการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ในรัฐบาลอนุทิน 2

จนกว่าจะถึง ก.ย.2570 ซึ่งนายลวรณจะเกษียณอายุราชการ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะมีการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งหรือไม่ และใครคือแคนดิเดตปลัดคนต่อไป เพราะความเป็นไปได้มีตั้งแต่ตั้งคนใน โยกคนนอกเหาะเข้ามาสวมตำแหน่ง ขึ้นอยู่กับการเมืองในแต่ละยุคแต่ละสมัย

กระทรวงคมนาคม

ไม่มีพลิกโผ สำหรับการแต่งตั้ง  “นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล” อธิบดีกรมทางหลวง ซึ่ง “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ได้เสนอต่อที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2569 เคาะให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมคนใหม่ แทนนายชยธรรม์ พรหมศร ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.2569

นายปิยพงษ์นอกจากเป็นอธิบดีกรมทางหลวงที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว ยังได้ควบตำแหน่งปลัดคมนาคมที่อายุน้อยที่สุดไปด้วย โดยปัจจุบันอายุ 50 ปี ยังเหลืออายุราชการอีก 10 ปี

สมัยช่วงที่อยู่กรมทางหลวง แม้ว่าจะไม่เคยผ่านงานแขวงการทางฯ หรือผู้อำนวยการสำนักงานเขตในภูมิภาคมาก็ตาม แต่ได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งให้คุมงานสำคัญๆในสายงานเมกะโปรเจกต์และเร่งรัดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายสำคัญ เช่น สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) และสายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว (M82) มาแล้ว

ขณะที่การทำงานด้านวิชาการ จะเน้นการบริหารจัดการด้วยระบบฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-driven) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้างและเพิ่มความโปร่งใสในสัญญาร่วมทุน ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด ที่จะเข้ามาวางแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยอย่างเป็นระบบในระยะยาวต่อเนื่องสอดคล้องรับกับนโยบายรัฐบาลพรรคสีน้ำเงิน

การแต่งตั้งในครั้งนี้ ยังเป็นการปูทางปรับกระบวนทัพผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงคมนาคมใหม่แบบจัดแถวตรงตาม “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” อย่างแท้จริง โดยเป็นการเปิดทางให้นายชยุธ โลหกิจ รองอธิบดีกรมทางหลวง ฝ่ายดำเนินงาน เด็กบ้านใหญ่บุรีรัมย์ สายตรงนายเนวิน ชิดชอบและนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้ามานั่งในตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงคนใหม่แทนแบบไม่ระคายใจกัน

นอกจากนั้นยังทำให้การแต่งตั้งบรรดาลูกรักบ้านใหญ่ ในกรมอื่นๆเข้าทิศเข้าทาง ไม่ว่าจะเป็นกรมทางหลวงชนบทที่มีนายพิชิต หุ่นศิริ ดำรงตำแหน่งอธิบดีคนปัจจุบันแบบหนังเหนียว

กระทรวงพาณิชย์

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงพาณิชย์” คนใหม่ของ “นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์” ที่ปัจจุบันยังคงอยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หลังจากปลัดพาณิชย์คนปัจจุบันนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ จะเกษียณอายุราชการวันที่ 30 ก.ย.2569 นั้น ไม่ต้องลุ้นแบบใจหายใจคว่ำ

เป็นการขึ้นสู่ตำแหน่งแบบนอนมา ไร้คู่แข่ง ไร้เส้นสาย หรือเป็นเด็กของบ้านหลังไหน แม้มีแคนดิเดตอีก 1 คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ครบถ้วนเช่นกัน อย่างนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องด้วยนายพูนพงษ์ทำงาน “เข้าขา” กับทั้งนายวุฒิไกร และ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ มากกว่า

นายพูนพงษ์เริ่มรับราชการที่กรมทะเบียนการค้าหรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในปัจจุบัน เชี่ยวชาญด้านงานทะเบียนพาณิชย์ การพัฒนาธุรกิจ การส่งเสริมการค้าออนไลน์ เคยเป็นรองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผู้ตรวจราชการ รองปลัด ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และล่าสุดอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าสามารถผลักดันภารกิจสำคัญที่เป็นนโยบายหลักของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามนอมินี การวางระบบป้องกันการจดทะเบียนนิติบุคคลนอมินี หรือแม้กระทั่งป้องกันการนำชื่อประชาชนกลุ่มเปราะบาง ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไปจดทะเบียนนิติบุคคลนอมินีหรือบางภารกิจ ที่แม้ไม่เกี่ยวข้องกับงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยตรง แต่ก็สามารถดำเนินโครงการได้จนสำเร็จ เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่ร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชน ขายสินค้าราคาประหยัด ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ในยามที่ประเทศ ไทยเผชิญกับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง จนคำว่า “ไทยช่วยไทย” ปรากฏอยู่ในหลายโครงการสำคัญของรัฐบาล

รวมถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” หรือแฟรนไชส์คนละครึ่ง โดยรัฐร่วมจ่ายค่าแพ็กเกจแฟรนไชส์ 50% ให้กับผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง ได้มีโอกาสซื้อแฟรนไชส์ได้ ที่ถือเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนไทย เป็นต้น ภารกิจเหล่านี้ทำให้ผลงานของนายพูนพงษ์เข้าตา จนได้รับการอวยยศเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์คนต่อไป

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอี ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เป็นผู้เสนอชื่อแต่งตั้ง นายพชร อนันตศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระโดดค้ำถ่อจากกระทรวงการคลังมาขึ้นระดับ 11 คว้าเก้าอี้ปลัดที่กระทรวงดีอี

และก็เป็นธรรมดาโลก ที่คนแต่งตั้งกลับไม่ได้ใช้งาน เพราะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองเสียก่อน จนรัฐบาลอนุทินเข้ามาบริหารงานต่อ คนที่เข้ามาใช้บริการนายพชรแบบเต็มคาราเบลคือ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ลูกรักคนดีของนายเนวิน ชิดชอบ

เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อ 1 ต.ค.2568 ไม่ถึง 1 สัปดาห์ นายพชรต้องเข้ามาเคลียร์ปัญหา รมต.ไชยชนกปูดข่าวถูกเสนอสินบน 40 ล้านบาททันทีที่เข้ารับตำแหน่ง รมว.ดีอี นายพชรถูกตั้งเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน สอบข้าราชการกระทรวงดีอี ซึ่งเขาแทบจะไม่รู้จัก ปิดจบไม่พบข้าราชการคนไหนมีความผิด ส่งเรื่องไปให้ตำรวจต่อไป

จนมาถึงนโยบายดาวทองอย่างโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกตั้งเรื่องอย่างรวดเร็วตั้งแต่ยุคอนุทิน 1 มาจนถึงอนุทิน 2 ปุ๊บปั๊บเตรียมจะเปิดตัวโครงการ ขณะที่ขั้นตอนการประกวดราคาเสร็จสิ้นอย่างเงียบเชียบ จนความไม่ชอบมาพากลไปเข้าหูฝ่ายค้านและสื่อมวลชน เท่านั้นแหละที่รถทัวร์ยกโขยงลงจอดหน้าบ้านนายไชยชนก

และก็เป็นนายพชรนี่แหละ ที่ต้องคอยออกมาชี้แจง ปะทะคารมกับฝ่ายค้าน คณะกรรมาธิการที่รัฐสภา แบบไม่ให้รัฐมนตรีต้องเหนื่อยเมื่อยปากชี้แจง

ด้วยอายุราชการอีก 4 ปี เส้นทางอนาคตของนายพชรยังอีกยาวไกลพอใช้ได้ เคยมีข่าวว่าเขาอยากสไลด์กลับไปรับตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังพื้นที่เก่า แต่พอข่าวหลุดรอดออกมา นายพชรออกมาปฏิเสธยืนยันสายน้ำไม่ไหลกลับและกำลังสนุกกับการเรียนรู้งานใหม่ๆที่กระทรวงดีอี

แต่ก็ไม่วายถูกจับตามองในปี 2570 ซึ่งนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังจะเกษียณอายุราชการ อาจเป็นจังหวะเหมาะในการสไลด์กลับกระทรวงการคลังแบบปลอดโปร่งขึ้น นอกจากจะต้องถามใจตัวเองแล้ว ยังอาจต้องถามใจผู้นำจิตวิญญาณแห่งบุรีรัมย์ว่าคิดเห็นอย่างไรด้วย.

ทีมเศรษฐกิจ


คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ