
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชูกลยุทธ์ TRA “ACT” ขับเคลื่อนค้าปลีกไทย ชงรัฐปลุกกำลังซื้อ เสริมแกร่งเอสเอ็มอี สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
สมาคมผู้ค้าปลีกไทย (Thai Retailers Association : TRA) เผยทิศทางเศรษฐกิจและค้าปลีกไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ภายหลังคณะกรรมการสมาคมฯ ให้ความไว้วางใจ ณัฐ วงศ์พานิช ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ต่อเนื่องเป็นวาระที่ 2 โดยชี้ว่าภาพรวมมีสัญญาณการฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม (Uneven Recovery)
โดยตลาดค้าปลีกไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดว่าในปี 2569 มูลค่าตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 4.38 ล้านล้านบาท เติบโต 3% เมื่อเทียบกับปี 2568 ภายใต้บริบทที่ผู้บริโภควางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ขณะที่ภาคธุรกิจยังต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เสริมความแข็งแกร่งด้านสภาพคล่องให้แก่เอสเอ็มอี และปรับตัวให้ทันต่อการแข่งขันที่รุนแรง
สมาคมฯ จึงเดินหน้ายกระดับภาคค้าปลีกผ่านกลยุทธ์ TRA “ACT” มุ่งเป้าสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน พร้อมยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อเร่งกระตุ้นกำลังซื้อ เสริมสภาพคล่องให้กลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) สร้างกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียม และผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านการช้อปปิ้งระดับภูมิภาค
ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า “เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น แต่เป็นการฟื้นตัวแบบ K-shaped หรือการเติบโตที่แยกออกเป็นสองทิศทางอย่างชัดเจน โดยขาบนเป็นกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงส่งจากการส่งออก เศรษฐกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุน ขณะที่ขาล่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจรายย่อย ยังฟื้นตัวได้ช้า เนื่องจากยังต้องเผชิญทั้งต้นทุนสูง สภาพคล่องตึงตัว หนี้เสีย และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก
ทั้งนี้ปัจจุบัน SMEs กว่า 3.3 ล้านราย สร้างการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือราว 70% ของการจ้างงานภาคเอกชนไทย และช่วยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก หากผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่อาจส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน กำลังซื้อภายในประเทศ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ”
ด้านผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) เดือนกรกฎาคม ซึ่งจัดทำโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือช่วงเดือนสิงหาคม–ตุลาคม 2569 ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่เหนือระดับกลางที่ 50 จุด สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความหวังต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี รวมถึงความคาดหวังต่อการต่อยอดมาตรการไทยช่วยไทยพลัส หลังจากเฟสแรกสิ้นสุดในเดือนกันยายน และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่ายอดขายในช่วงไตรมาส 3–4 จะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ความถี่ในการซื้อสินค้า (Shopping Frequency) จะไม่ได้ลดลงมาก แต่จำนวนสินค้าและมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง หรือยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จ (Spending per bill) กลับปรับลดลง
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะกำลังซื้อหดตัว (Shrinking Purchasing Power) ผู้บริโภคยังคงจับจ่าย แต่เลือกซื้อเท่าที่จำเป็นมากขึ้น ขณะที่ยอดขายที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐยังกระจุกตัวอยู่ในหมวดอาหารและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือย วัสดุก่อสร้าง สินค้าคงทน และสินค้าที่มีมูลค่าต่อชิ้นสูงยังเผชิญแรงกดดัน ประกอบกับผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการปรับราคาขาย แม้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง
GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 1.6–2.0% (ที่มา : คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน - กกร.) ขณะที่มูลค่าตลาดค้าปลีกไทยคาดว่าจะเติบโตประมาณ 3.0% จากฐาน 4.25 ล้านล้านบาทในปี 2568 คิดเป็นเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นประมาณ 127,500 ล้านบาท ส่งผลให้ตลาดค้าปลีกมีมูลค่ารวมประมาณ 4.38 ล้านล้านบาท (ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)
การฟื้นตัวของค้าปลีกในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จะเกิดขึ้นเป็นบางช่วงและบางกลุ่ม โดยได้รับแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ การลงทุน การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี โดยหมวดสินค้าจำเป็น อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว รวมถึงสินค้าสุขภาพและความงามเติบโตได้ดี ขณะที่เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และสินค้ามูลค่าสูงยังเผชิญพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ระมัดระวัง
สำหรับปี 2570 ประเมินว่า GDP ไทยจะอยู่ในระดับประมาณ 1.8% (ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย) โดยมีปัจจัยกดดันจากการส่งออกสินค้าที่คาดว่าจะเติบโตในอัตราช้าลง หลังจากขยายตัวสูงมากในปี 2569 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และกำลังซื้อภายในประเทศยังเปราะบาง ทางด้านตลาดค้าปลีกไทยมีแนวโน้มเติบโต 3.0–3.5% เมื่อเทียบกับปี 2569 หรือมีมูลค่าประมาณ 4.51–4.53 ล้านล้านบาท (ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)
ปัจจัยบวกต่อภาคค้าปลีก ได้แก่ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงช่องทางจำหน่ายแบบ Omnichannel ตลอดจนการใช้ AI และ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ หนี้ครัวเรือนซึ่งอยู่ที่ 85.9% ของ GDP ในไตรมาสแรกปี 2569 ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ภาวะสินเชื่อธุรกิจที่ตึงตัว การแข่งขันด้านราคา และการรุกตลาดของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ
ภายใต้บริบทที่ค้าปลีกไทยต้องเผชิญทั้งแรงกดดันด้านกำลังซื้อ ต้นทุน การแข่งขัน และเทคโนโลยี สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงเดินหน้าภารกิจยกระดับผู้ประกอบการค้าปลีกทุกระดับผ่านกลยุทธ์ TRA “ACT” ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก
1.A – Advancing Inclusive & Fair Growth – ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม สมาคมฯ มุ่งเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ SMEs เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแบรนด์ไทย พร้อมผลักดันกติกาการค้าที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการทุกช่องทาง ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่
1.การอำนวยความสะดวกการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขาย ให้นักท่องเที่ยว (Instant VAT Refund) สำหรับยอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อเพิ่มความสะดวกและสร้างแรงจูงใจในการช้อปปิ้งในประเทศไทย
2.C – Capability Building for Future-Ready Retail – เสริมความแข็งแกร่งและยกระดับขีดความสามารถค้าปลีกไทย สมาคมฯ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูล องค์ความรู้ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถปรับตัวเข้าสู่ค้าปลีกยุคใหม่ ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่
3.T – Together for Sustainable Growth – เติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาคค้าปลีกจะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเกิดจากทุกภาคส่วน สมาคมฯ จึงมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่
นอกจากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ TRA “ACT” แล้ว สมาคมฯ ยังมองว่าผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมค้าปลีกในอนาคต 4 ด้าน
1.ผู้บริโภคแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น ตลาดระดับกลางเผชิญแรงกดดัน
ตลาดจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยที่ชัดเจนมากขึ้น กลุ่มพรีเมียมยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ บริการ ประสบการณ์ และคุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) ขณะที่ตลาดแมสจะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเงิน (Value for Money) สินค้าจำเป็น โปรโมชั่น และราคาที่เข้าถึงได้
ภายใต้ภาวะค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนสูง ตลาดระดับกลางจะเผชิญแรงกดดันมากที่สุดแบรนด์จึงต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมาย คุณค่าของสินค้า และระดับราคาให้ชัดเจน ไม่สามารถใช้ข้อเสนอเดียวสื่อสารกับผู้บริโภคทุกกลุ่มได้อีกต่อไป
2.หน้าร้านเปลี่ยนจาก Transaction Point เป็น Trust and Experience Platform
หน้าร้านจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงจุดซื้อขายสินค้า (Transaction Point) แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์ (Trust and Experience Platform) เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดลองสินค้า รับคำแนะนำ เข้าร่วมกิจกรรม และเชื่อมโยงกับแบรนด์ในมิติที่ช่องทางออนไลน์ทดแทนได้ยาก ความสำเร็จของหน้าร้านจึงไม่ได้วัดจากยอดขายต่อตารางเมตรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการสร้างการมีส่วนร่วม ความภักดีต่อแบรนด์ และการกลับมาซื้อหรือใช้บริการซ้ำด้วย
3.ผู้ค้าปลีกต้องบริหารห่วงโซ่คุณค่า
ผู้ค้าปลีกจะต้องบริหารห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) อย่างใกล้ชิด ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนา House Brand การจัดหาสินค้าจากแหล่งผลิตในประเทศ หรือ Local Sourcing การใช้ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายในการวางแผนธุรกิจ การบริหารโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับซัพพลายเออร์ เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของต้นทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
AI และข้อมูลที่ธุรกิจได้รับโดยตรงจากลูกค้าจะมีบทบาทมากขึ้นในการคาดการณ์ความต้องการ วางแผนสินค้า ออกแบบโปรโมชั่น และนำเสนอสินค้าให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ขณะเดียวกัน ช่องทางสื่อหรือโฆษณาของผู้ค้าปลีก (Retail Media) จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในช่วงใกล้จุดตัดสินใจซื้อ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ค้าปลีกบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคได้รวดเร็ว และเปิดพื้นที่ให้สินค้าไทยกับ SMEs เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น
“การเติบโตของค้าปลีกไทยจากนี้จะไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการเติบโตที่สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค สร้างการจ้างงาน และอยู่บนกติกาที่ทุกฝ่ายแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม กลยุทธ์ TRA ‘ACT’ จึงเป็นกรอบการทำงานที่สมาคมฯ จะใช้เชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” ณัฐ กล่าว
สมาคมผู้ค้าปลีกไทยพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันภาคค้าปลีกไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน ในฐานะหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney