
ทายาทเจ้าสัวเจริญ ชี้สัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลียรอบ 14 ปีช่วยเปิดทางลงทุนพร้อมเสนอเพิ่มโอกาสแรงงานไทย ขณะที่เฟรเซอร์สเดินหน้าขยายฐานธุรกิจออสเตรเลียลงทันสะสมกว่า 2 แสนล้าน รวมทั้งนิวซีแลนด์ และไทยโดยเน้นอุตสาหกรรมใหม่
นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการบริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) ให้สัมภาษณ์ที่กรุงแคนเบอร์ร่า ประเทศออสเตรเลีย ถึงมุมมองเชิงบวกต่อการเดินทางเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ว่า การพบปะกันของผู้นำประเทศที่ห่างหายไปนานถึง 14 ปี ถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม “นักลงทุนทุกคนต่างรอคอยรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมาตลอด ในขณะนี้ถือว่ามีเสถียรภาพแล้ว การที่ท่านนายกฯออกมาแสดงวิสัยทัศน์ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมว่ารัฐบาลมีความพร้อม และการทำงานร่วมกับเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ยังมีความชัดเจนมากขึ้นในการคัดกรองอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาช่วยสร้าง New S-Curve และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างตัวเลขการลงทุน”
นายปณต กล่าวว่า ได้เสนอให้รัฐบาลช่วยผลักดันและเปิดโอกาสให้แรงงานไทยเข้ามาทำงานในออสเตรเลียมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคบริการ เนื่องจากแรงงานไทยมีคุณภาพและมีความขยันขันแข็ง ซึ่งท่านนายกฯ และ นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ได้รับทราบและเตรียมนำประเด็นนี้ไปหารือต่อ ทั้งนี้ การเยือนของนายกฯ ยังเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่ทำให้นักลงทุนออสเตรเลียสนใจขยายการลงทุนไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทยมากขึ้น โดยพบว่านักลงทุนออสเตรเลียที่เข้าไปลงทุนในไทยก่อนหน้านี้ต่างก็ได้รับผลตอบแทนที่ดี
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนของกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในประเทศออสเตรเลีย นายปณตระบุว่า ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีกฎระเบียบชัดเจน โดยบริษัทเข้ามาลงทุนตั้งแต่ปี 2003 และขยายทีมงานเป็นคนท้องถิ่นในปี 2015 จนปัจจุบันสามารถบริหารทรัพย์สินรวมภายในออสเตรเลีย ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าสะสมมากกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตประกอบด้วยธุรกิจแวร์เฮ้าส์สินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตมากที่สุดด้วยการลงทุนพื้นที่รวมกว่า 2 ล้านตารางเมตร โดยเน้นทำเลหลักในซิดนีย์และเมลเบิร์น
นอกจากนี้ บริษัทยังมีการพัฒนาชุมชนแบบผสมผสาน (Mixed Community) โดยสร้างหมู่บ้านขนาด 500-1,500 ยูนิต มากกว่า 20 โครงการร่วมกับสภาท้องถิ่นในหลายเมือง ซึ่งโครงการที่ใช้เวลาพัฒนายาวนานที่สุดคือ "Shell Cove" ทางตอนใต้ของซิดนีย์ที่พัฒนาร่วมกันมาถึง 26 ปี รวมไปถึงธุรกิจโรงแรมที่ลงทุนในหลายแห่ง เช่น Fraser Suites, Novotel, Parkroyal และ Intercontinental แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในออสเตรเลียจะเผชิญความท้าทายหลังโควิด-19 ทั้งเรื่องต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้นและปัญหาแรงงาน แต่นายปณตมองว่าตลาดที่อยู่อาศัยยังมีซัพพลายไม่เพียงพอกับดีมานด์ ซึ่งความท้าทายนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่เข้ามาใหม่
ขณะเดียวกันทางกลุ่มบริษัทยังได้ขยายการลงทุนไปยังประเทศนิวซีแลนด์ โดยได้เข้าไปลงทุนในโรงกลั่นสุราแบบซิงเกิลมอลต์ (Single Malt Distillery) ชื่อว่า Cardrona ทางตอนใต้ของประเทศ ผ่านกลุ่ม THAPF ซึ่งปัจจุบันได้รับผลตอบรับจากการลงทุนเป็นอย่างดี
ส่วนการลงทุนในประเทศไทยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมากลุ่มเฟรเซอร์สได้ปรับแผนมาเน้นการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ที่อยู่ใกล้เมืองและระบบสาธารณูปโภค เพื่อรองรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI โดยมีโครงการไฮไลต์คือโครงการ "อริยะ" ย่านบางนา บนพื้นที่ 4,600 ไร่ ซึ่งในเฟสแรกได้ก่อสร้างนิคมการขนส่งและปล่อยเช่าเต็มพื้นที่แล้ว โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นบริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์