
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการลงทุนจากต่างชาติในปัจจุบันมักพึ่งพาซัพพลายเชนและแรงงานจากประเทศต้นทาง ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในไทยน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
อยากให้เศรษฐกิจไทยเติบโต เราต้องใช้ประโยชน์จากทุนต่างชาติให้คุ้มค่า ช่วงที่ผ่านมาเลยเห็นตัวเลขต่างชาติขอลงทุนในไทยพุ่งสูงทะลุหลักแสนล้านไปจนถึงล้านล้านบาท แต่ที่ต้องดูให้ลึกกว่าเดิมคือ "ไส้ใน" ของการลงทุนเหล่านี้ เม็ดเงินตกถึงมือคนไทยแค่ไหน และจะคัดเลือกการลงทุนที่ดีกับประเทศไทยอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
Thairath Money ชวนสรุปข้อมูลที่น่าสนใจจากงาน Growth FORUM #1: Renew-able Thailand โดยคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ใน Session 2 Renew-able Economy: เราจะชุบชีวิตเศรษฐกิจเก่าของไทย ให้ไปต่อในโลกใหม่ได้อย่างไร มาไว้ที่นี่แล้ว
สาโรจน์ อธิวิทวัส ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎรและที่ปรึกษาของสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ฉายภาพว่า เม็ดเงินการลงทุน ธุรกิจขนาดใหญ่ หรือธุรกิจที่เป็น Megatrend ของโลกหลั่งไหลเข้ามาไทยเป็นเรื่องดี แต่เราต้องดูให้ลึกว่ารายละเอียดของแต่ละโครงการเป็นอย่างไร และจะส่งผลดีต่อประเทศไทยแค่ไหน
สมมติว่ามี “ร้านก๋วยเตี๋ยว" มาเปิดในไทย ใช้น้ำ ใช้ไฟ และใช้ที่ดินในไทย แต่ลูกชิ้น หมู และวัตถุดิบต่างๆ รวมถึงแรงงานยังนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนลักษณะนี้จะสร้าง Local Content (การเติบโตและการหมุนเวียนในประเทศ) น้อยมาก รายได้ที่เกิดขึ้นย่อมส่งผ่านมาถึงธุรกิจในพื้นที่หรือคนไทยได้น้อยตามไปด้วย
ในไทยมีหลายธุรกิจที่เติบโต เช่น แพลตฟอร์ม E-commerce, Social Media, OTA ฯลฯ แต่ถ้าดูไส้ในอาจพบว่า รายได้เหล่านั้นมักถูกส่งกลับไปที่ประเทศต้นทางเช่นกัน ในอีกด้านแม้จะมีธุรกิจใหม่ๆ อย่าง AI หรือ Data center เข้ามาลงทุนแต่คนที่มีส่วนในรายได้ยังกระจุกตัวใน ธุรกิจขนาดใหญ่ รายเล็กรายย่อยยังเข้าไปมีส่วนร่วมได้ยาก
ในเรื่อง Data Center ทาง อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ยังเล่าต่อว่า ในแผนที่เคเบิลใต้ทะเล ประเทศไทยถือเป็น "ซอยตัน" จึงไม่มีเหตุผลที่ต่างชาติจะต้องมาใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง Data Center และมีข้อสังเกตว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา บริษัทที่เข้ามาขอ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อาจเพียงแค่ใช้ไทยเป็นฐานเสริม GPU เป็นองค์กรที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานเพื่อเลี่ยงผลกระทบจากการถูกสหรัฐฯ ปิดกั้นเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันอาจเห็นบริษัทจีนใช้ไทยเป็นฐานในการตั้งบริษัท มีการนำเข้าของต่างๆ เพื่อทำธุรกิจ (แต่ก็อาจส่งออกมากกว่า) อย่างเรื่อง Data Center มองว่าต้องติดตามเรื่องผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพราะในบางพื้นที่ที่ทำเกษตร หากมี Data Center อาจต้องจำกัดการใช้น้ำโดยเฉพาะในปีที่มีความเสี่ยงจากเอลนีโญที่อาจสูงกว่าปีอื่นๆ
เมื่อเรื่องเหล่านี้เป็นนโยบายที่ภาครัฐต้องออกแบบมาให้เหมาะสม สาโรจน์ เสนอว่า ภาครัฐต้องเริ่มจากการแก้ที่ตัวชี้วัด (KPI) ของ BOI เสียใหม่ รัฐบาลที่ผ่านมามักดูแค่ตัวเลขการลงทุนระดับหมื่นแสนล้านบาท แต่ไม่ได้ดูว่า "เงินเหล่านั้นส่งผ่านถึงคนไทยแค่ไหน"
ดังนั้น การอนุมัติโครงการต่างๆ อย่าง Data Center ต้องดูไส้ในว่า โครงการเหล่านั้นสามารถต่อยอดเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร อาจต้องระบุเงื่อนไขให้ชัดเจน และสามารถควบคุมให้บริษัทเหล่านั้นทำตามเงื่อนไขอย่างจริงจัง
ดร. มณิสรา บารมีชัย คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาของประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ กล่าวว่า หนึ่งในภาคส่วนที่ภาครัฐต้องเร่งสนับสนุนคือ ภาคการเกษตรที่เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากปัจจุบันภาครัฐยังทำนโยบายไม่ถูกจุด และขาดการเชื่อมโยงทั้งข้อมูล เทคโนโลยีและองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ
ภาคการเกษตร สามารถนำ AI มาปรับใช้ได้หลายด้าน แต่เพราะปัญหาดั้งเดิมของไทยทั้ง ไม่มีระบบสำหรับการสร้างมูลค่าเพิ่ม, ทรัพยากรคน ฯลฯ ดังนั้นถึงเวลาที่ภาครัฐควรออกนโยบายสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่ม สร้างระบบเพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรสามารถพัฒนาตัวเอง และก้าวไปสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูงได้
หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไทยได้เม็ดเงินจากต่างชาติเข้ามาพัฒนาประเทศคือ ยานยนต์ ที่เดิมการผลิตรถสันดาป (ICE) เติบโตมาก แต่เมื่อมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญควรปรับตัวอย่างไร อิสริยะ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์เคยเป็น "เดอะแบก" ของไทยที่จ้างงานหลายแสนคน แต่ปัจจุบันเมื่อเทรนด์โลกกำลังเปลี่ยนไปที่ EV ทว่าทุน EV จีนที่เข้ามาอาจมาพร้อมกับซัพพลายเชนของตนเอง ตั้งแต่เครื่องยนต์ แรงงาน และห่วงโซ่อุปทาน
ดังนั้นประเทศไทยอยู่ในจุดที่ต้องเร่งปรับตัว เบื้องต้นมี 4 ข้อเสนอหลักคือ
1. เพิ่มการมีส่วนร่วมกับซัพพลายเชน EV จีน ภาครัฐควรศึกษาเพื่อปรับนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อหนุนซัพพลายเชน บริษัทไทยมีส่วนร่วมใน Ecosystem EV มากขึ้น รวมถึงหาทางออก เช่น มาตรการทางภาษี หรือข้อตกลงระหว่างประเทศที่เดิมอาจเอื้อประโยชน์ให้ซัพพลายเชนจากต่างชาติ เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ควรปรับให้รอบด้านเพื่อเอื้อให้ SME ไทยสามารถพัฒนาธุรกิจและแข่งขันกับธุรกิจต่างชาติได้
2. การผลิต ICE ที่สะอาดและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เมื่อไทยมีฐานการผลิตรถสันดาปที่แข็งแกร่ง แต่ปัจจุบันส่วนอะไหล่ที่มีความซับซ้อนยังไม่สามารถผลิตได้ในไทย ดังนั้นเพื่อให้เป็นผู้นำในธุรกิจนี้ ไทยควรพูดคุยกับทางญี่ปุ่น เพื่อสร้างร่วมมือให้มากขึ้น และพัฒนาจากเดิมที่ญี่ปุ่นคิด ไทยผลิต ให้ไทยได้มีส่วนร่วมและพัฒนาธุรกิจนี้ในระยะยาว
3. Future Mobility ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ, ไนโตรเจน ฯลฯ ไทยยังไม่มีส่วนในตลาดนี้ จึงต้องเร่งขยายความร่วมมือนี้ขึ้น
4. ปรับสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์, ระบบราง, เครื่องจักรเกษตร เนื่องจากช่างไทยและแรงงานไทยมีความสามารถและทักษะเฉพาะที่ต่อยอดจากการเป็นซัพพลายเชนของ ICE จึงมองว่าสามารถปรับความสามารถดังกล่าวมาใช้กับ 3 อุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ดี
สุดท้ายนี้ การเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมเก่ามาสู่โลกใหม่ ไทยอาจต้องคิดให้ลึกจากการวิเคราะห์ถึงเส้นทางที่อยากจะเติบโตไป เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และปรับตัวเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการทำธุรกิจซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney