
สมาพันธ์ SME ไทยและสมาคมนายจ้างผู้ประกอบกิจการรับเหมาแรงงาน เห็นด้วยหลักการตั้งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่ขอรัฐทบทวนวิธีเก็บเงินและเลื่อนบังคับใช้ 1 ต.ค.2569 หวั่นเพิ่มต้นทุนธุรกิจในช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง
นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวถึงแนวคิดการจัดตั้งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ว่า โดยเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการรายย่อย รายเล็ก และรายกลาง (MSME) พร้อมให้การสนับสนุนความมั่นคงของแรงงาน แต่หวังให้ภาครัฐพิจารณาบริบทความท้าทายของภาคธุรกิจไปพร้อมกัน เพื่อสร้างแนวทางที่สมดุลและยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย โดยมีข้อเสนอดังนี้
1. ระบบดูแลเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยปัจจุบันนายจ้างได้ร่วมส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อดูแลกรณีว่างงานของลูกจ้างเป็นประจำอยู่แล้ว จึงอยากให้พิจารณาถึงความสอดคล้องของสิทธิประโยชน์เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน
2. การบริหารจัดการบุคลากร เมื่อมีแรงงานตัดสินใจลาออก ผู้ประกอบการต้องใช้เวลาและงบประมาณในการสรรหาและฝึกอบรมบุคลากรใหม่ โดยเฉพาะงานที่ต้องอาศัยทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งปัจจุบันหาแรงงานฝีมือได้ค่อนข้างยาก การเพิ่มภาระทางการเงินเพิ่มเติมจึงอาจสร้างความกดดันให้แก่ผู้ประกอบการมากขึ้น
3. สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงมีความผันผวน การเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสถานประกอบการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการจ้างงานในภาพรวมตามหลักการ “นายจ้างและลูกจ้างพึ่งพาอาศัยกัน”
“กลุ่มผู้ประกอบการ MSME เห็นพ้องว่า สวัสดิการของลูกจ้างเป็นสิ่งสำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่ง แต่เพื่อให้เกิดความพร้อมสูงสุด จึงขอเสนอให้ภาครัฐพิจารณาเลื่อนระยะเวลาการบังคับใช้ออกไปก่อน เพื่อให้ธุรกิจได้เตรียมตัว หรือเสนอให้ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อช่วยประคบประคองและสร้างความเข้มแข็งให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง” นายณพพงศ์ กล่าวในที่สุด
ทางด้านนายวิสูตร พันธวุฒิยานนท์ นายกสมาคมนายจ้างผู้ประกอบกิจการรับเหมาแรงงาน กล่าวว่า เห็นด้วยกับหลักการดักล่าว ซึ่งมีเป้าหมายสร้างหลักประกันให้ลูกจ้างมีเงินสำรองเมื่อสิ้นสุดการจ้างงานหรือเสียชีวิต แต่เห็นว่าการบังคับใช้ที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้ ควรพิจารณาให้เหมาะกับภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ยังมีภาระต้นทุนและกำลังซื้อที่ไม่ฟื้นตัวเต็มที่
นอกจากนี้ เสนอให้ทบทวนช่วงเวลาการเริ่มจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง โดยเห็นว่าไม่ควรเริ่มตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างเข้าทำงาน แต่ควรเริ่มเมื่อทำงานครบ 120 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกจ้างเริ่มมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ขณะที่ลูกจ้างสามารถเริ่มสะสมเงินได้ตั้งแต่วันแรก เพื่อส่งเสริมการออมของตัวเอง
เหตุผลสำคัญมาจากลักษณะการจ้างงานของธุรกิจรับเหมาแรงงาน ซึ่งมีลูกจ้างเข้า-ออกงานระยะสั้นจำนวนมาก โดยนายวิสูตรระบุว่า ทั่วประเทศมีลูกจ้างในธุรกิจรับเหมาแรงงานที่ทำงานไม่ครบ 119 วันประมาณ 300,000 คน ส่วนบริษัทของตนเองมีประมาณ 20,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานไทยที่ลาออกไปทำอาชีพอื่นหรือกลับไปประกอบอาชีพตามฤดูกาล
นายวิสูตรกังวลว่า หากนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบตั้งแต่วันแรก อาจเพิ่มต้นทุนให้กับนายจ้างในกลุ่มที่ลูกจ้างอยู่ทำงานเพียงระยะสั้น ขณะที่การเปลี่ยนงานบ่อยอาจทำให้เกิดต้นทุนการจ้างและฝึกอบรมเพิ่มขึ้น โดยเสนอให้รัฐออกแบบระบบให้สอดคล้องกับสิทธิและภาระของทั้งสองฝ่าย
ส่วนแรงงานต่างด้าว นายวิสูตรเห็นว่าควรพิจารณาหลักเกณฑ์การรับเงินให้รอบคอบ โดยเฉพาะกรณีที่ลูกจ้างสิ้นสุดสัญญาและเดินทางกลับประเทศ หากมีเงินสะสมอยู่ในกองทุนแต่ไม่สามารถรับสิทธิได้อย่างสะดวก เงินดังกล่าวอาจตกค้างและไม่ได้เกิดประโยชน์กับแรงงานอย่างเต็มที่
นายวิสูตรยังเสนอให้ภาครัฐพิจารณาใช้ระบบประกันสังคมที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น หรือพิจารณาเพิ่มความคุ้มครองผ่านระบบเดิม แทนการเพิ่มภาระเงินสมทบอีกกองทุนหนึ่ง พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์บริหารเงินให้ชัดเจน โปร่งใส และทำให้ลูกจ้างเข้าถึงสิทธิได้จริง
นายวิสูตร กล่าวว่าทางสมาคมขอเสนอให้พิจารณาเลื่อนการจัดเก็บเงินสมทบออกไปประมาณ 6 เดือน เพื่อรอจังหวะเศรษฐกิจที่เหมาะสมกว่า โดยเห็นว่าการมีหลักประกันให้แรงงานเป็นเรื่องจำเป็น แต่การออกแบบและกำหนดเวลาบังคับใช้ควรคำนึงถึงความสามารถของนายจ้างและภาวะเศรษฐกิจควบคู่กันไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทุนสะสมเงินชดเชยแก่ลูกจ้าง กำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างนำส่งเงินฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปในช่วง 5 ปีแรก ก่อนปรับเป็นฝ่ายละ 0.50% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2573 ต่อไป โดยเป็นธุรกิจนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปแต่ไม่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ