ปฏิบัติการโค่นบัลลังก์ “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ศึกชิงอำนาจครอบครอง “สำนักงาน กสทช.”

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ปฏิบัติการโค่นบัลลังก์ “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ศึกชิงอำนาจครอบครอง “สำนักงาน กสทช.”

Date Time: 10 ส.ค. 2569 04:03 น.

Summary

สัญญาณชีพจรของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. อ่อนล้าลงอย่างมีนัยสำคัญ หลัง 2 เหตุการณ์สำคัญที่เป็นเดิมพันของการต่อสู้ครั้งใหญ่เพื่อรักษาเก้าอี้ประธาน กสทช.เอาไว้ ปิดจบออกมาแบบ “ไม่สวย” ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

Latest

"ไชยชนก" เผยอัยการสูงสุดส่งคืนสัญญาแก้ไข TH AI Passport แล้ว เคาะเปิดตัวก่อน 1 ก.ย.

สัญญาณชีพจรของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. อ่อนล้าลงอย่างมีนัยสำคัญ หลัง 2 เหตุการณ์สำคัญที่เป็นเดิมพันของการต่อสู้ครั้งใหญ่เพื่อรักษาเก้าอี้ประธาน กสทช.เอาไว้ ปิดจบออกมาแบบ “ไม่สวย” ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เริ่มจากการยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเลขานุการประจำประธาน กสทช. ของ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ผู้มีบทบาทยิ่งต่องานและการต่อสู้ด้านกฎหมายของ นพ.สรณ คุณสมบัติพิเศษของ พ.ต.อ.ประเวศน์ ยังมาจากความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับค่ายบุรีรัมย์ ซึ่งแต่งตั้งให้ควบตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีด้วยอีกตำแหน่ง

อาการ “สละเรือ” ของ พ.ต.อ.ประเวศน์ ตัวเชื่อมกับฝั่งรัฐบาล มือขวาคนสำคัญของ นพ.สรณเกิดขึ้นฉิวเฉียดก่อนที่ศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งลงวันที่ 7 ส.ค.2569 ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาคดีที่ นพ.สรณยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 3 ส.ค.2569 ขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาบอร์ด กสทช. ที่วินิจฉัยว่าตนเองมีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติ โดยขอให้เพิกถอน เสมือนไม่มีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น แต่ศาลเห็นว่าขณะนี้ นพ.สรณยังไม่ได้รับความเสียหาย เพราะยังไม่มีการทูลเกล้าฯให้พ้นจากตำแหน่ง

แน่นอน....หากศาลรับคำฟ้อง ย่อมนำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่ต่อของ นพ.สรณได้แบบมีผนังทองแดง กำแพงเหล็กค้ำยัน ในทางตรงกันข้าม เมื่อไม่รับฟ้องเพราะยังไม่เกิดความเสียหาย ก็อาจตีความได้ว่า นพ.สรณยังปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อ ตราบใดที่ยังไม่มีการทูลเกล้าฯให้ออกจากตำแหน่ง เกิดเป็นความเสียหายจริงขึ้นมา

แรงกดดันจากทุกองคาพยพในกระบวนการโค่นอำนาจนพ.สรณ จึงแห่ไปลงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้มีอำนาจทูลเกล้าฯ และเป็นผู้รักษาการภายใต้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (พ.ร.บ.กสทช.)

ขึ้นอยู่กับว่านายอนุทินจะรอให้ นพ.สรณยื่นอุทธรณ์จนมีคำสั่งเป็นที่สิ้นสุดในชั้นศาลปกครองสูงสุด หรือจะฟันฉับแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

จนกว่า “มือสวรรค์” จะผ่าทางตัน การประชุมบอร์ด กสทช.ครั้งต่อไปในวันที่ 11 ส.ค. 2569 ซึ่งมีวาระเร่งด่วนรอการพิจารณา 44 วาระ จึงน่าจะยังเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ต่างฝ่ายต่างแข่งกันยกข้อกฎหมายที่ตัวเองเชื่อมายืนยัน โน้มน้าวให้สื่อมวลชนและสาธารณชนคล้อยตาม เข้าใจจุดยืนของตน

เหมือนกับที่เกิดขึ้นในการประชุมบอร์ด 3 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 5 ส.ค. และ 6 ส.ค. ตามลำดับ ซึ่งกรรมการ 3–4 คนชวนกันวอล์กเอาต์ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการประชุมต่อได้

บอร์ดชุด “สรณ” ร้าวลึกตั้งแต่ปีแรก

นพ.สรณ เป็นหมอโรคหัวใจยุคบุกเบิกเบอร์ต้น ประจำการอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี มีคนไข้เป็นคนใหญ่คนโตมากมาย ว่ากันว่าสนิทสนมเป็นพิเศษกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี หลังรัฐประหารปี 2557 ได้รับการโปรดเกล้าฯให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลำดับที่ 160

ความสนิทสนมดังกล่าวยังนำพาให้นพ.สรณก้าวเข้าสู่น่านน้ำใหม่ นั่นคือการสมัครรับคัดเลือกเป็นบอร์ด กสทช. และได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. เมื่อเดือน ธ.ค.2564 ร่วมกับ พล.อ.ท. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ นายศุภัช ศุภชลาศัย น.ส.พิรงรอง รามสูต และนายต่อพงศ์ เสลานนท์ รวม 5 คน ขณะที่บอร์ดอีก 2 คนยังคัดเลือกไม่เสร็จสิ้น โดยได้โหวตคัดเลือก นพ.สรณ เป็นประธาน ปาดหน้า พล.อ.ท. ธนพันธุ์ บอร์ดด้านกิจการกระจายเสียง อดีตรองเลขาธิการ กสทช. ซึ่งคาดหวังตำแหน่งประธานบอร์ดอยู่เช่นกัน

20 เม.ย. 2565 ทั้ง 5 คน ทำพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ณ สำนักงาน กสทช. ซอยสายลม ประเดิมงานแรกสุดหินคือการพิจารณากรณีการควบรวมกิจการระหว่างบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค

กรณีการควบรวมกิจการทรู-ดีแทคคือจุดเริ่มต้นของรอยร้าว บอร์ดฝั่งที่เห็นด้วยกับการควบรวมคือ นพ.สรณและนายต่อพงศ์ ขณะที่ฝั่งนายศุภัชและ น.ส.พิรงรอง ซึ่งมีความแน่นแฟ้นกับกลุ่ม NGO สภาคุ้มครองผู้บริโภค ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงให้มีการควบรวม ขณะที่ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ แบ่งรับแบ่งสู้

ความขัดแย้งปรากฏชัดหลัง นพ.สรณดำริให้ลงมาประชุมบอร์ดชั้นล่างติดกับห้องนักข่าว จากปกติประชุมที่ชั้น 12 แถมให้มีการกระจายเสียงออกลำโพงรับฟังได้ทั่วกัน เหมือนต้องการให้มีพยานรู้เห็น ขณะที่บอร์ดอีกฝั่งขอให้ระบุในบันทึกการประชุมให้ละเอียดว่าเป็นความเห็นบอร์ดคนไหน แยกเป็นรายคนแม้จะมีมติไปแล้ว เพราะบอร์ดชุดนี้ไม่ได้มีความเห็นพ้องกัน เป็นการเปิดหน้าให้เห็นความขัดแย้งแบบจะจะ

แตกหักเกมชิงอำนาจคุมสำนักงาน

จุดพีกอยู่ที่การประชุมบอร์ดครั้งประวัติศาสตร์วันที่ 20 ต.ค. 2565 ซึ่งใช้เวลาในการประชุมกว่า 11 ชั่วโมง มีมติเสียงข้างมากรับทราบการรวมธุรกิจระหว่างทรูและดีแทค ในสัดส่วน 3 : 2 โดยนายศุภัชและ น.ส.พิรงรองไม่อนุญาตให้ควบรวม ส่วนนพ.สรณและนายต่อพงศ์รับทราบการควบรวมและกำหนดมาตรการเพื่อลดผลกระทบ ขณะที่ พล.อ.ท.ธนพันธุ์งดออกเสียง เพราะกลัวเสี่ยงผิดข้อกฎหมาย ทำให้ นพ.สรณต้องกางระเบียบ กสทช.ข้อที่กำหนดให้ประธานบอร์ดใช้อำนาจออกเสียงเพิ่มอีก 1 เสียงเพื่อเป็นการชี้ขาด ทำให้ นพ.สรณใช้สิทธิโหวตได้ 2 ครั้ง กลายเป็นเสียงข้างมาก หลังจบประชุม น.ส.พิรงรองฝ่ายพ่ายแพ้โพสต์เฟซบุ๊กว่าประชุมจน “หมดสภาพ”

สถานการณ์ถลำลึกต่อ เมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอสนับสนุนเงินถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 2565 ให้คนไทยได้รับชม บอร์ดมีมติเสียงข้างมากที่ 4 ต่อ 2 เสียงสนับสนุนเงินค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก โดยขณะนั้นมีการแต่งตั้งบอร์ดฝ่ายกฎหมายเข้ามาเพิ่ม ได้แก่ พล.ต.อ. ณัฐธร เพราะสุนทร ส่วนบอร์ดเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยคือนายศุภัชและ น.ส.พิรงรองเช่นเดิม และต่อมาบอร์ด 4 คนลงมติตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการและรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.กรณีเสนอเรื่องเข้าบอร์ดให้สนับสนุนค่าซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก

ทำให้นายไตรรัตน์ ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา ทำในสิ่งที่ยากแก่การพบเห็น นั่นคือการฟ้องมาตรา 157 บอร์ด 4 คนที่ลงมติดังกล่าว ได้แก่ พล.อ.ท.ธนพันธุ์, น.ส.พิรงรอง, นายศุภัช และนายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ บอร์ดสายโทรคมนาคม ที่เข้ามารับตำแหน่งเป็นคนสุดท้าย รวมนายภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ รองเลขาธิการ กสทช.ขณะนั้น เนื่องจากบอร์ด 4 คนดังกล่าวได้ลงมติให้นายภูมิศิษฐ์ดำรงตำแหน่งแทนนายไตรรัตน์ ต่อมาศาลยกฟ้องทั้งหมด


การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช.ยังเป็นเงื่อนที่สร้างความขัดแย้งและนำไปสู่การฟ้องร้องหลากหลายคดี ระหว่างประธาน กสทช. รักษาการเลขาธิการ กสทช. และบอร์ดทั้ง 4 คน โดย นพ.สรณเปิดกฎหมายอ้างสิทธิในการแต่งตั้ง คัดเลือกเลขาธิการ กสทช. คือนายไตรรัตน์ ขณะที่บอร์ด 4 คนโหวตคัดค้าน ทำให้แต่งตั้งไม่ได้ นำไปสู่การฟ้องร้องอีกหลายคดี ทั้งนายไตรรัตน์ฟ้อง 4 บอร์ด และ 4 บอร์ดฟ้อง นพ.สรณ กรณีไม่ลงนามตั้งคณะกรรมการสอบวินัยนายไตรรัตน์ และไม่ตั้งนายภูมิศิษฐ์รักษาการแทน ส่วน นพ.สรณฟ้อง 4 บอร์ดกรณีทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

กรณี น.ส.พิรงรองยังมีคดีงอกสร้างความร้าวฉาน ไม่ชอบหน้ากับบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพิ่มเติม กรณีถูกทรูฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ละเมิดมาตรา 157 กลั่นแกล้งให้ได้รับความเสียหาย มีการเอ่ยถึงคำว่า “ล้มยักษ์” ในที่ประชุม โดยศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 2 ปี แต่เนื่องจากคดียังไม่เป็นที่สิ้นสุด น.ส.พิรงรองจึงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

การฟ้องร้องของทรู ซึ่งเป็นเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. เป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยากอีกครั้ง และกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้บริษัทเอกชนขั้วตรงข้ามเข้ามาสนับสนุนเพื่อให้เกิดการแยกฟากฝั่งภายในบอร์ดได้อย่างเบ็ดเสร็จและเป็นธรรมชาติ

บอร์ด กสทช.เก่งและดียังไม่พอ

ความขัดแย้งตั้งแต่วันแรก ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน บอร์ดชุดนี้ทำหน้าที่มากว่า 4 ปี 4 เดือน แทบไม่มีผลงานชัดเจน นอกจากงานรูทีนทั่วไป เพราะงานนโยบายระดับที่ต้องขับเคลื่อนผ่านมติบอร์ดถูกทำให้เป็นการเล่นสงครามประสาทกันไปมา บอร์ดฝั่งไหนเสนอ อีกฝั่งจะต้องตีตก หรือไม่นำเข้าบรรจุในวาระ ซึ่งเป็นอำนาจประธานบอร์ด

ทุกครั้งที่มีประชุมบอร์ด มีการถ่ายทอดเสียงออกลำโพง สิ่งที่คุ้นหูคือการพูดจาที่ดูเหมือนสุภาพ แต่เสียดสี ตั้งแง่ และที่สุดหาข้อสรุปไม่ได้

บอร์ดขั้วแรกประกอบด้วย นพ.สรณ นายต่อพงศ์ และ พล.ต.อ.ณัฐธร โดยมีสำนักงาน กสทช.เป็นแบ็กอัปชั้นดี ส่วนบอร์ดขั้วที่ 2 ซึ่งพลิกกลับมาเป็นเสียงข้างมากได้สำเร็จ ประกอบด้วย 3 คนยุคก่อตั้ง ได้แก่ พล.อ.ท.ธนพันธุ์, น.ส.พิรงรอง, นายศุภัช และต่อมามีนายสมภพมาเป็นกำลังเสริม

เมื่อเป็นเสียงข้างมาก แต่ยังขับเคลื่อนอะไรไม่ได้ กระบวนการโค่นบัลลังก์ นพ.สรณ กุมอำนาจบริหารสำนักงาน กสทช.ก็เริ่มต้นขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีจุดอ่อนให้เล่นงาน

จุดประกายจากภูมิศิษฐ์ มหาเวศน์ศิริ อดีตรองเลขาธิการ กสทช. ทำหนังสือร้องประธานวุฒิสภาในปี 2566 เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ นพ.สรณว่ามีลักษณะต้องห้าม

ชะตากรรมของ นพ.สรณสรุปเรื่องยาวให้เป็นสั้นได้ว่า เขาถูกคณะกรรมการสรรหาบอร์ด กสทช. มีมติเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 ว่ามีลักษณะต้องห้าม เนื่องจากมีการดำรงตำแหน่งหน้าที่อื่นทับซ้อน โดยให้ถือว่าได้สละสิทธิเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. จากการตรวจสอบพบว่ายังมีสถานะของการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดลและยังมีสถานะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของโรงพยาบาลรามาธิบดีจนถึงวันที่ 12 เม.ย.2565 ไม่ได้ลาออกภายในเวลาที่กำหนดคือภายในวันที่ 11 ม.ค. 2565 ก่อนเวลาที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ ให้รับตำแหน่งในวันที่ 13 เม.ย.2565

ขณะที่ นพ.สรณชี้แจงว่า หมอเป็นวิชาชีพ ซึ่งต้องเตรียมส่งต่อคนไข้ให้กับแพทย์ท่านอื่น การลงตรวจเป็นลักษณะของการเป็นแพทย์จิตอาสามากกว่า และได้ฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งล่าสุดศาลยกฟ้อง เนื่องจากมองว่า นพ.สรณยังไม่ได้รับความเสียหาย เพราะยังไม่ได้รับการทูลเกล้าฯให้ออกจากตำแหน่ง

เมื่อศาลปกครองไม่มีคำสั่งชี้ขาด และนายกรัฐมนตรีอาจยังไม่สบายใจ หากต้องทูลเกล้าฯให้ นพ.สรณออกจากตำแหน่ง โดยที่กระบวนการยุติธรรมยังไม่เป็นที่สิ้นสุด เพราะ นพ.สรณ ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คดีต่อ

ขณะที่ 3-4 บอร์ด กสทช. ประกอบด้วย พล.อ.ท.ธนพันธุ์, น.ส.พิรงรอง, นายศุภัช และนายสมภพ ยังยืนยันไม่สามารถประชุมร่วมกับ นพ.สรณได้ เพราะการมีมติใดๆของบอร์ดอาจเป็นเรื่องขัดต่อกฎหมาย

ไม่ว่าทางออกจะเป็นอย่างไร ปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้คงไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่ต้องถอดบทเรียนคือการคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งบอร์ด กสทช. ศึกษาจากคุณสมบัติระดับเทพประทานของเหล่า 7 อรหันต์บอร์ด กสทช.ชุดปัจจุบัน ประกอบด้วย คนระดับด็อกเตอร์ อาจารย์มหาวิทยาลัย แพทย์มือหนึ่ง แต่กลับล้มเหลวในการทำงานเป็นทีม เพราะต่างคนต่างเก่ง ต่างคนต่างแน่ นับว่าน่าเสียดาย!!

ทีมข่าวเศรษฐกิจ


คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ