เงินสะพัดวันแม่ 1.1 หมื่นล้าน ม.หอการค้าไทยชี้สูงสุดรอบ 7 ปี

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

เงินสะพัดวันแม่ 1.1 หมื่นล้าน ม.หอการค้าไทยชี้สูงสุดรอบ 7 ปี

Date Time: 7 ส.ค. 2569 06:15 น.

Summary

คาดการณ์เงินสะพัดช่วงวันแม่ปี 2569 อยู่ที่ 11,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% จากปีก่อนหน้า

  • พฤติกรรมการใช้จ่ายส่วนใหญ่เน้นพาแม่ไปทานอาหาร ทำบุญ และทำกิจกรรมนอกบ้าน โดยให้ความสำคัญกับโปรโมชั่นและคุณภาพสินค้าเป็นหลัก
  • คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ไม่ต้องการมีบุตรเนื่องจากกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย สภาพเศรษฐกิจ และต้องการอิสระในการใช้ชีวิต
  • ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีภาระหนี้สิน โดยสาเหตุหลักมาจากรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น
  • ผลสำรวจระบุว่าประชาชนกว่า 48.7% มีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ไม่มีเงินเหลือเก็บออม

Latest

หมอสรณพร้อมถอยครึ่งก้าว เผยทำหนังสือแจงนายกฯแล้ว ประชุมบอร์ดกสทช. ล่ม 3 ครั้งรวด

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันแม่ประจำปี 69 ว่า คาดว่า จะมีเงินสะพัด 11,139 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 7 ปี นับจากปี 62 ที่มีเงินสะพัด 13,870 ล้านบาท โดยมีอัตราการขยายตัว 0.7% จากการสำรวจปีก่อนที่คาดมีเงินสะพัด 11,062 ล้านบาท เนื่องจากราคาสินค้าแพงขึ้น ทำให้ประชาชนยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย รวมทั้งยังเป็นวันหยุดกลางสัปดาห์ไม่ต่อเนื่องกับวันหยุดเสาร์ อาทิตย์    

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบอีกว่า ในด้านทัศนะเกี่ยวกับประชากร ผู้ตอบส่วนใหญ่ไม่ต้องการมีบุตร โดยเฉพาะในกลุ่มเจนวาย เพราะภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรสูง, กังวลสภาพเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม, ต้องการอิสระ, รายได้/ฐานะยังไม่ดี, ค่าจ้างคนเลี้ยงสูง ฯลฯ ส่วนกลุ่มเจนซี ยังไม่แน่ใจ และอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ เพราะอาจมีความมั่นคงทางอาชีพและรายได้มากขึ้น, ได้รับเงินสนับสนุนบุตรจากภาครัฐ, มาตรการลดหย่อนภาษีบุตร ฯลฯ อีกทั้งส่วนใหญ่ยังเห็นว่า แม้ประชากรของไทยลดลงมาก แต่ยังไม่จำเป็นต้องแก้ไข และยังไม่เห็นว่าเป็นปัญหา    

ด้านนางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายวันแม่ ประชาชนส่วนใหญ่ 40.9% บอกว่าจะไม่ซื้อของขวัญวันแม่ ,20.7% ซื้อทางออนไลน์ ,20% ซื้อทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ และ18.4% ซื้อร้านค้าออฟไลน์ ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อ อันดับ 1 คือ โปรโมชั่น รองลงมาคือ คุณภาพของสินค้าราคาถูก และความน่าเชื่อถือ โดยของขวัญยอดนิยมที่ซื้อให้แม่ คือ พวงมาลัยและดอกไม้ ผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกาย วิตามิน/ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม/รองเท้า สลากกินแบ่งรัฐบาล เงินสด/ทอง เป็นต้น

ส่วนแผนทำกิจกรรมวันแม่ ส่วนใหญ่ 52.1% วางแผนพาแม่ไปกินข้าว ใช้เงินเฉลี่ย 2,374 เพิ่มขึ้น 0.5% รองลงมา 36.6% พาแม่ไปทำบุญ ใช้เงินเฉลี่ย 1,315 บาท เพิ่มขึ้น 1.9% ขณะที่ 33.1% พาไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ใช้เงิน 1,669 เพิ่มขึ้น 1.6 % และ 17.5% อยู่บ้าน ใช้เงิน 294 บาท ลดลง 1.3% เป็นต้น    

สำหรับงบประมาณในการใช้จ่ายวันแม่ปีนี้เทียบกับปีก่อน ส่วนใหญ่ 54.3% ตอบว่าไม่เปลี่ยนแปลง, 23% เพิ่มขึ้น และ 22.7% ลดลง เหตุผลที่ใช้จ่ายลดลง เพราะค่าครองชีพแพงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ต้องการประหยัด รายได้ลดลง หนี้สินตึงตัว ขณะที่สถานะทางการเงินในปัจจุบันเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนใหญ่ 53.3% ตอบว่า เหมือนเดิม รองลงมา 16.8% ดีขึ้น, 13.6% ดีขึ้นมาก, 13.4% แย่ลง และ 2.9% แย่ลงมาก โดยคนส่วนใหญ่ 48.7% ยังมีเงินเพียงพอกับค่าใช้จ่าย แต่ไม่เหลือเก็บ อีก 23.5% ไม่เพียงพอ และต้องกู้ยืมเป็นประจำ    

“ผลสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างเกือบทั้งหมดยังคงเป็นหนี้ โดย 14.4% หนี้สินเพิ่มขึ้นมาก, 38.2% เท่าเดิม และ 47.4% ลดลง สาเหตุของการเป็นหนี้มาจากรายได้ไม่พอรายจ่าย ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ภาระทางการเงินในครอบครัวมากขึ้น มีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ใช้จ่ายเกินตัว การลงทุนล้มเหลว ตกงาน เป็นหนี้ทางการศึกษา จึงจำเป็นต้องหารายได้เพิ่ม ลดรายจ่าย ปรับโครงสร้างหนี้ ต้องการคำปรึกษาทางการเงิน ต้องการเงินช่วยเหลือการดูแลบุพการีและเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายบุตร”


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ