
กรมศุลกากรนำระบบ AI และ National Single Window มาใช้ลดขั้นตอนการทำงาน โดยลดเวลาดำเนินการจาก 3 ชั่วโมงเหลือเพียง 1 นาที และลดการสุ่มตรวจสินค้าด้วยดุลพินิจเจ้าหน้าที่เหลือ 15%
“พันธ์ทอง” ยกเครื่อง “กรมศุลกากร” ปรับองค์กรนำเทคโนโลยีดิจิทัล-ลดขั้นตอนการทำงาน เพื่ออำนวยความสะดวกการนำเข้า-ส่งออก ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พร้อมเข้มงวดตรวจสอบจับกุมผู้ลักลอบเลี่ยงภาษี เพื่อรักษาผลประโยชน์ของ ประเทศ ตั้งเป้าปีนี้จัดเก็บภาษี 600,000 ล้านบาท
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า จากการเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากรมาเป็นเวลาเกือบ 1 ปี ได้นำนโยบายของรัฐบาล มาเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยการสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศทั้งการนำเข้าและ การส่งออก ผ่านการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อทำให้มูลค่าการค้าของประเทศ และการจัดเก็บภาษีของกรมศุลฯเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
.ใช้AI-ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์มองค์กร
ทั้งนี้ กรมศุลกากร ได้ปฏิรูปกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัล (DigitalTransformation) เพื่อสร้างระบบการทำงานให้เอื้อต่อการแข่งขัน อาทิ การนำระบบ (National Single Window : NSW) และ (Electronic D/O :e-Delivery
Order) มาเชื่อมโยงข้อมูลด้านการนำเข้า-ส่งออก และโลจิสติกส์ แบบไร้กระดาษทำให้ลดระยะเวลาจากเดิม 3 ชั่วโมง เหลือ 1 นาทีและ Pre-arrival Processing ซึ่งผู้นำเข้าสามารถชำระภาษีล่วงหน้าได้ก่อนที่เรือ หรือสินค้าจะมาถึง รวมทั้งการบริหารความเสี่ยงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ลดการสุ่มตรวจสินค้าแบบใช้ดุลพินิจจากเจ้าหน้าที่จาก 30-40% เหลือ 15% และหันไปใช้ระบบ AI วิเคราะห์ความเสี่ยงแทน โดยปัจจุบันสินค้ากว่า 85% ถูกปล่อยผ่านอย่างรวดเร็ว
“นโยบายดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยให้การไหลเวียนของสินค้าในท่าเรือคล่องตัวขึ้นแต่ยังช่วยลดปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์จากการล็อกตรวจสินค้า ทำให้ภาพลักษณ์ความโปร่งใสของหน่วยงานดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใส เพื่อรองรับการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ของไทย เพื่อลดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน”
นอกจากนี้ เพื่อความโปร่งใส และลดปัญหา Conflict of Interest กรมศุลกากรยังได้ปรับปรุงระเบียบกรมศุลกากรว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและรางวัล เพื่อยกเลิกสิทธิการรับเงินรางวัลของผู้บริหารระดับสูง และเดินหน้าผลักดันยกเลิกการจ่ายเงินรางวัลของพนักงานศุลกากรทุกระดับ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ลดผลประโยชน์ทับซ้อน ที่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร เป็นผู้ตรวจสอบผู้กระทำผิดกฎหมายศุลกากร
“ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์กว่า 13 ล้านตู้ต่อปี และผู้โดยสารกว่า 85 ล้านคน กรมศุลกากรจึงปรับเปลี่ยนมาตรการ จากการตรวจแบบดั้งเดิมมาเป็นการใช้ RiskManagement และ Digital Transformation เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และไม่ให้กระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกที่เป็นรายได้หลักของประเทศ”
.เข้มงวดกวดขันสกัดสินค้าเถื่อน
นายพันธ์ทอง กล่าวต่อว่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI มาช่วยอำนวยความสะดวกการทำงาน และนำมาช่วยปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายอย่างเข้มข้นด้วยเพื่อลดการทุจริตคอร์รัปชันทั้งในองค์กร และสกัดการลักลอบหนีภาษี ทำให้ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ได้ยึดสินค้าผิดกฎหมายได้มีมูลค่า 6,300 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้ เป็นยาเสพติดกว่า 1,300 ล้านบาท 232 คดี น้ำหนักรวม 1 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 30% ของกลางสำคัญ คือ ยาไอซ์ 375 กิโลกรัม (กก.) เฮโรอีน 220 กก. เคตามีน 150 กก. บุหรี่ไฟฟ้า 610,000 ชิ้น
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นกัญชาที่มีการลักลอบส่งออกในลักษณะผิดวัตถุประสงค์ถึง 37 ตัน เนื่องจากราคาในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ สูงถึงกก.ละ 440,000 บาท ขณะที่สินค้าอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ กรมฯ สามารถสกัดกั้นได้เกือบ10,000 ตัน ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากหลายประเทศรวมถึงสหรัฐอเมริกา โดยมีการประสานงานส่งกลับประเทศต้นทางและทำลายของกลางที่คดีสิ้นสุดแล้ว
“ผมขอย้ำว่า กรมศุลฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลคือการไม่ให้ ประเทศไทยเป็นทางผ่านของยาเสพติดไปยังทั่วโลก แต่ยอมรับว่าไทยมีความเสี่ยงเนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งผลิตสามเหลี่ยมทองคำและมีระบบโครงสร้างพื้นฐานถนน ท่าเรือ และสนามบินที่สะดวกต่อการขนส่ง แต่กรมศุลฯ จะพยายามสกัดกั้นอย่างเต็มที่”
.ตั้งเป้าเก็บภาษีทะลุ 6 แสนล้าน
นายพันธ์ทอง กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในช่วง 9 เดือนของปีงบประมาณ (ต.ค.2568-30มิ.ย.2569) มูลค่าการค้าระหว่างประเทศอยู่ที่ 19 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่าการค้า 11 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็น มูลค่าการนำเข้า 10.2 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 23% ในรูปเงินบาท และ 30% ในรูปเงินดอลลาร์ ส่วนมูลค่าการส่งออก 8.8 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 8.4% ในรูปเงินบาทและ 14% ในรูปเงินดอลลาร์
สำหรับประเทศคู่ค้าสำคัญที่น่าจับตามอง คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมียอดการส่งออกเติบโตสูงถึง 33.7% คิดเป็นมูลค่า 2.1 ล้านล้านบาท โดยสินค้าหลัก ได้แก่อุปกรณ์สื่อสาร ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ และยางรถยนต์ นำเข้าจากสหรัฐ 610,000 ล้านบาท โต 22% ในขณะที่การนำเข้าจากจีน มีการขยายตัวสูงถึง 30% คิด เป็นมูลค่า 3.1 ล้านล้านบาท ส่วนยอดส่งออกมูลค่า 1 ล้านล้านบาท โต 0.8%
สำหรับรายได้จากการจัดเก็บภาษี ซึ่งกรมศุลฯ ได้ทำหน้าที่จัดเก็บภาษีนำเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทย โดยในช่วง 9 เดือน จัดเก็บรายได้ไปแล้ว 476,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 31,148 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7% และคาดว่าทั้งปีงบประมาณ 2569 นี้ จะจัดเก็บได้เกิน กว่า 600,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาที่เก็บได้ 596,000 ล้านบาท
ส่วนอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยลดต่ำลงอย่างมาก โดยปัจจุบันการนำเข้ามูลค่า 100บาท กรมฯ เก็บภาษีนำเข้าได้เพียง 83 สตางค์เท่านั้น สาเหตุหลักมาจากความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน และอาเซียน รวมถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มีการใช้สิทธิประโยชน์เติบโตขึ้นเกือบ40% ดังนั้นรายได้หลักที่มาทดแทน คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งขยายตัวตามยอดการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น 8.4% หรือกว่า 308,000 ล้านบาท