
ส.อ.ท. เสนอปรับปรุงมาตรฐาน มอก. เหล็กข้ออ้อยให้ทันสมัย หลังไม่ได้ปรับปรุงมานานกว่า 25 ปี เพื่อให้สอดรับกับวิศวกรรมโครงสร้างปัจจุบัน
นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธาน กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า มาตรฐาน มอก.เหล็กเส้นของไทยไม่ได้ปรับปรุงสาระสำคัญมานานกว่า 25 ปี ขณะที่ประเทศอ้างอิงอย่างญี่ปุ่นและจีนได้พัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ข้อกำหนดของไทยไม่สอดรับกับวิวัฒนาการด้านวิศวกรรมโครงสร้างในปัจจุบัน กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กจึงสนับสนุนการเดินหน้าแก้ไขร่าง มอก.เหล็กข้ออ้อยตามมติคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ที่กำหนดให้เหล็กข้ออ้อยผลิตจากกระบวนการหลอมแบบ Basic Oxygen (BO) และ Electric Arc Furnace (EF) พร้อมเห็นว่าควรเพิ่มเติมข้อกำหนดด้านกรรมวิธีการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานอ้างอิงของต่างประเทศ
สาระสำคัญของร่าง มอก.ฉบับใหม่ คือการยกระดับข้อกำหนดด้านคุณสมบัติของเหล็กสู่ระดับเดียวกับมาตรฐานญี่ปุ่น โดยเพิ่มเกรดเหล็กจากเดิมที่กำหนดสูงสุดเพียงเกรด 50 เป็นเกรด 60, 70 และ 80 รองรับการออกแบบโครงสร้างที่ต้องการเหล็กกำลังสูง พร้อมกำหนดค่าฟอสฟอรัสและกำมะถันให้เข้มงวดเทียบเท่ามาตรฐาน JIS ซึ่งช่วยยกระดับความสะอาดของเนื้อเหล็กและเพิ่มประสิทธิภาพด้านความแข็งแรง ความเหนียว และความทนทานในการใช้งาน
ขณะเดียวกัน ร่างมาตรฐานยังดึงข้อกำหนดด้านคุณสมบัติทางกลจากมาตรฐานจีน GB มาใช้เพิ่มเติม ทั้งการควบคุมอัตราส่วนคราก การทดสอบการดัดโค้งซ้ำ และการทดสอบความล้า (Fatigue) ซึ่งถือเป็นข้อกำหนดสำคัญสำหรับโครงสร้างที่ต้องรองรับแรงสั่นสะเทือนหรือแรงจากแผ่นดินไหว โดยการควบคุมอัตราส่วนครากจะทำให้เหล็กยังสามารถรับแรงได้ต่อหลังผ่านจุดครากก่อนเกิดการแตกหัก เพิ่มความสามารถในการดูดซับพลังงานและลดความเสี่ยงต่อการวิบัติของโครงสร้าง
อย่างไรก็ตาม แม้ร่าง มอก.ฉบับใหม่จะยกระดับข้อกำหนดด้านคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์จนเทียบเท่าญี่ปุ่นและจีน แต่ยังไม่ได้กำหนดรายละเอียดด้านกรรมวิธีการผลิตในระดับเดียวกัน ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากมาตรฐานของทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง โดยญี่ปุ่นใช้กระบวนการ BO และ EF เป็นพื้นฐานการผลิตเพื่อให้ได้เหล็กที่มีความสะอาดทางโลหะวิทยาสูง ส่วนจีนกำหนดให้เหล็กข้ออ้อยต้องผลิตจาก BO หรือ EF เท่านั้น พร้อมกำหนดให้เหล็กเกรดต้านทานแผ่นดินไหวต้องผ่านการปรุงน้ำเหล็กนอกเตา (External Refining) และการรีดร้อนแบบควบคุมอุณหภูมิและการเย็นตัว เพื่อให้ได้โครงสร้างเม็ดผลึกละเอียดที่มีคุณสมบัติรองรับแรงกระทำซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายบัณฑูรย์กล่าวว่า ร่าง มอก.ฉบับใหม่ยังไม่อนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีเพิ่มความแข็งแรงแบบชุบแข็งผิว เช่น Tempcore เช่นเดียวกับมาตรฐานจีน ส่งผลให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเหล็กกำลังสูงชนิด High Strength Low Alloy Steel ควบคู่กับการควบคุมส่วนประกอบทางเคมี การปรุงน้ำเหล็ก และการควบคุมกระบวนการรีดอย่างแม่นยำ จึงจะสามารถผลิตเหล็กที่มีคุณสมบัติตามมาตรฐานใหม่ได้อย่างสม่ำเสมอ
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กจึงสนับสนุนมติของ กมอ. ที่กำหนดให้ใช้ BO และ EF เป็นกระบวนการผลิตต้นทาง และเสนอให้เพิ่มเติมข้อกำหนดสำหรับเหล็กเกรดต้านทานแผ่นดินไหว โดยกำหนดให้ผ่านกระบวนการปรุงน้ำเหล็กนอกเตา รวมถึงการผลิตแบบควบคุมการรีดและการเย็นตัว เช่นเดียวกับมาตรฐานของจีน เพื่อให้ข้อกำหนดด้านคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และกรรมวิธีการผลิตมีความสอดคล้องกัน
“เมื่อมาตรฐานผลิตภัณฑ์ถูกยกระดับสู่ระดับเดียวกับประเทศชั้นนำ กรรมวิธีการผลิตก็ต้องยกระดับตามไปด้วย เพราะเหล็กเส้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน และไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพได้หลังนำไปใช้งานในโครงสร้าง การควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทางจึงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นในเครื่องหมาย มอก.” นายบัณฑูรย์กล่าว
ทั้งนี้ การปรับปรุงมาตรฐานฉบับใหม่จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ผู้ผลิตเหล็กไทยเร่งลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อรองรับมาตรฐานที่เข้มงวดขึ้น แม้อาจต้องใช้เงินลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในระยะยาว ขณะที่ภาคก่อสร้างจะสามารถเลือกใช้เหล็กกำลังสูงเพื่อลดปริมาณเหล็กในโครงสร้าง เพิ่มประสิทธิภาพการออกแบบ และยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล