
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือกับกระแสการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ AI (AI Economy) ว่า ปัจจุบันบีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว 40 โครงการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่จากนี้ไป จะปรับยุทธศาสตร์โดยเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำ ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นจนทำให้การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในสิงคโปร์และมาเลเซียต้องชะลอตัวลง โดยรัฐบาลได้ตั้ง คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เป็นประธาน เพื่อพิจารณาโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนแบบเบ็ดเสร็จใน 4 มิติ ได้แก่ 1. ประโยชน์ต่อประเทศ 2. ความเพียงพอของไฟฟ้า 3. ความเพียงพอของน้ำ 4. ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน บีโอไอกำหนดเงื่อนไขว่า โครงการที่จะผ่านการอนุมัติต้องสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน เช่น มีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลและ AI, ช่วยยกระดับเอสเอ็มอี ไทย, หรือช่วยสนับสนุนความสามารถด้าน AI ของประเทศผ่านการตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ และสนับสนุน Computing Power ให้กับไทย
“ประเด็นท้าทายสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ คือ การใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาล ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ได้อนุมัติมาตรการแก้ปัญหาเบื้องต้น โดยกำหนดให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ต้องวางหลักประกัน 4.5 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์ (MW) เพื่อคัดกรองนักลงทุนที่ตั้งใจสร้างจริง ยกตัวอย่างเช่น หากโครงการขนาด 100 MW จะต้องวางหลักประกันสูงถึง 450 ล้านบาท หากบริษัทดำเนินการสร้างจริงและมีการใช้ไฟฟ้าถึง 50% ของที่แจ้งไว้ จะทยอยคืนเงินประกันให้ และหากใช้ไฟถึง 70% จะคืนเงินประกันให้ทั้งหมด และรัฐบาลกำลังพิจารณาจัดทำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ โดยอาจจะมีการกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะมีอัตราค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าปกติ เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ”
เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่า 70% ของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ 40 โครงการ กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เช่น ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา สาเหตุหลักเป็นเพราะนักลงทุน โดยเฉพาะจากจีน สามารถอธิบายให้บอร์ดบริหารในต่างประเทศอนุมัติการลงทุนได้ง่ายกว่าหากระบุว่าตั้งอยู่ในอีอีซี ความแออัดนี้นำไปสู่ปัญหาคอขวดของระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 115 KV ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่การเวนคืนที่ดินเพื่อขยายสายส่งแรงสูงขนาด 500 KV ทำได้ยากลำบาก กระทรวงพลังงานจึงเตรียมเสนอปรับแก้ระเบียบเพื่อให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งดูแลสายส่งระดับ 230 KV และ 500 KV สามารถขายไฟตรงให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้สายส่งของ กฟผ. ได้เพื่อลดภาระการลงทุนสร้างสายส่งใหม่
ขณะเดียวกันบีโอไอกำลังร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนที่พลังงาน (Power Map) และแผนที่น้ำ (Water Map) เพื่อดูว่าพื้นที่ใดในประเทศยังมีไฟฟ้าและน้ำเหลือเพียงพอ โดยจะนำแผนที่นี้ไปเสนอให้นักลงทุนพิจารณา เพื่อจูงใจให้กระจายการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ออกไปนอกพื้นที่อีอีซีให้มากขึ้น
สำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับการส่งเสริมไปแล้วกว่า 40 โครงการ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่ม Hyper Scaler เป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เองและใช้เอง เช่น Amazon (AWS) เปิดให้บริการแล้ว 3 แห่ง รวมถึง Google และ Microsoft 2. กลุ่ม Co-location เป็นผู้ลงทุนสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานระบบปรับอากาศ เพื่อให้บริษัทอื่นนำเซิร์ฟเวอร์มาเช่าพื้นที่ โครงการส่วนใหญ่ใน 40 โครงการจัดอยู่ในกลุ่มนี้ โดยมีลูกค้ารายใหญ่ระดับโลกที่เข้ามาใช้บริการเช่าพื้นที่ เช่น TikTok และ Alibaba ซึ่ง Alibaba เองก็มีการเช่าพื้นที่ Co-location ในไทยเพื่อให้บริการคลาวด์แล้ว 2 แห่ง
ส่วนที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลังระบุว่ามีเพียง 16 ราย นายนฤตม์ กล่าวว่า คือกลุ่มบริษัทที่ได้รับหนังสือยืนยันการใช้ไฟจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้มีการเดินหน้าก่อสร้างครบทุกโครงการ เนื่องจากบางส่วนยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมที่ดิน