
ไทยเผชิญภาวะเหล็กนำเข้าทะลัก โดย 5 เดือนแรกของปีมีการนำเข้าเหล็กถึง 4.9 ล้านตัน จากความต้องการใช้รวม 7.6 ล้านตัน ซึ่งเหล็กจากจีนเพิ่มขึ้นถึง 27%
โลกการค้าในวันนี้ไม่ได้วัดกันแค่ต้นทุนการผลิตหรือราคาสินค้าอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกันด้วยความสามารถในการรักษาฐานอุตสาหกรรม ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน มาตรฐานสินค้า และการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมเหล็กซึ่งเป็นรากฐานของภาคการผลิตทั่วโลกจึงกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่
นายนาวา จันทนสุรคน แกนนำกลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับประเทศไทย กระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่กำลังส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการในประเทศที่ต้องรับมือกับเหล็กราคาถูกจากต่างประเทศ การแข่งขันทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น และกติกาใหม่ของโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าที่เคย
อุตสาหกรรมเหล็กโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยข้อมูลของ World Steel Association ระบุว่า ช่วง 5 เดือนแรกของปี การผลิตเหล็กโลกลดลง 1.5% สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ขณะที่จีนยังคงเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยกำลังการผลิตคิดเป็นสัดส่วนประมาณสองในสามของทั้งโลก ส่งผลให้เหล็กส่วนเกินจำนวนมหาศาลถูกส่งออกเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ และสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตในหลายภูมิภาค
“ทุกประเทศกำลังปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กของตัวเอง เพราะไม่มีใครมองเหล็กเป็นเพียงสินค้าอีกต่อไป แต่เป็นอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ”
เหล็กเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ยานยนต์ เครื่องจักร พลังงาน ระบบราง หรืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หากปล่อยให้ฐานการผลิตในประเทศอ่อนแอลง ย่อมส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปลายน้ำทั้งหมด
ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดจากกรณีของรัฐบาลอังกฤษที่ตัดสินใจนำ British Steel กลับมาอยู่ภายใต้การถือครองของภาครัฐ เพื่อรักษาศักยภาพการผลิตเหล็กของประเทศ หลังจากกิจการตกอยู่ในมือของนักลงทุนต่างชาติ
เหล็กไทยน่าเป็นห่วง
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย นายนาวายอมรับว่า สถานการณ์น่าเป็นห่วงไม่น้อย แม้ประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตเหล็กประมาณ 25 ล้านตันต่อปี แต่โรงงานส่วนใหญ่กลับใช้กำลังการผลิตจริงเพียงประมาณหนึ่งในสามเท่านั้น เพราะต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่าต้นทุน
เฉพาะช่วง 5 เดือนแรกของปี ประเทศไทยมีการใช้เหล็ก 7.6 ล้านตัน ในจำนวนนี้เป็นเหล็กนำเข้าถึง 4.9 ล้านตัน และเป็นเหล็กจากจีนถึง 2.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้นถึง 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทั้งปี 2569 คาดว่าความต้องการใช้เหล็กในประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 18 ล้านตัน
“ศักยภาพการผลิตของไทยยังมี แต่กำลังถูกแย่งตลาด หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ความเสียหายจะไม่ได้เกิดกับผู้ผลิตเหล็กเพียงอย่างเดียว แต่จะกระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด”
นายนาวามองว่า สิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการ คือทำให้มาตรการทางการค้าเดินทันเกมการแข่งขันโลก โดยเฉพาะกระบวนการไต่สวนมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (AC) ที่ควรใช้เวลาให้น้อยที่สุด เพราะยิ่งการพิจารณาล่าช้า ความเสียหายของอุตสาหกรรมภายในประเทศก็ยิ่งขยายตัว
ขณะเดียวกัน ปัญหาการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าก็ทวีความซับซ้อนขึ้น ทั้งการสำแดงแหล่งกำเนิดสินค้าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง การเปลี่ยนชื่อผู้ผลิต หรือการส่งออกผ่านประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากร จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้สามารถติดตามความผิดปกติและตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว
ถึงเวลารัฐต้องกล้าตัดสินใจ
อีกเรื่องที่เขาเห็นว่าประเทศไทยควรกล้าตัดสินใจมากขึ้น คือการใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน หรือ Countervailing Duty (CVD) ซึ่งแม้มีกฎหมายรองรับมานานถึง 27 ปี แต่ประเทศไทยยังไม่เคยนำมาใช้เลย ทั้งที่หลายประเทศใช้มาตรการนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมทางการค้า
“การแข่งขันวันนี้ไม่ได้มีแค่การทุ่มตลาด แต่ยังมีการอุดหนุนจากภาครัฐของบางประเทศ หากเราไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสม ก็ยากที่จะสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม”
นอกเหนือจากมาตรการด้านการค้า นายนาวายังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. โดยมองว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของผู้ผลิตเพียงฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชนทั้งประเทศ
เพราะเหล็กเป็นวัสดุหลักของบ้าน อาคาร โรงพยาบาล โรงเรียน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานทุกประเภท หากมาตรฐานไม่สอดคล้องกับหลักวิศวกรรม หรือการบังคับใช้ไม่มีประสิทธิภาพ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แค่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ แต่หมายถึงความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
“มาตรฐานต้องใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ทั้งผู้ผลิตในประเทศและผู้นำเข้า ไม่มีข้อยกเว้น เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของผู้บริโภค”
สำหรับแนวคิด Made in Thailand นายนาวามองว่า ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการปิดกั้นการแข่งขันจากต่างประเทศ แต่ควรมองในฐานะนโยบายสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย เพราะโรงงานที่ลงทุนและผลิตจริงในประเทศย่อมสร้างการจ้างงาน ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ พัฒนาเทคโนโลยี จ่ายภาษี และเชื่อมโยงผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่าการพึ่งพาสินค้านำเข้าเพียงอย่างเดียว
ชูยุทธศาสตร์เหล็กแห่งชาติ
เมื่อมองไปข้างหน้าในอีก 5-10 ปี นายนาวามั่นใจว่า อุตสาหกรรมเหล็กไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืน เนื่องจากตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และมาตรฐานการผลิตมากกว่าที่เคย
ผู้ผลิตที่สามารถพัฒนา Green Steel จะมีโอกาสเข้าสู่ตลาดมูลค่าเพิ่มสูง รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน ศูนย์ข้อมูล ระบบราง และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ซึ่งล้วนต้องการเหล็กคุณภาพสูงและมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ
นายนาวาเสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมียุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเหล็กแห่งชาติ เชื่อมโยงนโยบายด้านการค้า การลงทุน พลังงาน สิ่งแวดล้อม และมาตรฐานอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน พร้อมผลักดันการใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศในโครงการภาครัฐ โดยยึดคุณภาพและมาตรฐานเป็นหลัก
“อุตสาหกรรมเหล็กไม่ใช่เพียงต้นน้ำของภาคการผลิต แต่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย การรักษาฐานการผลิตเหล็กจึงไม่ใช่การปกป้องผู้ประกอบการกลุ่มหนึ่ง หากแต่เป็นการลงทุนเพื่อรักษาความมั่นคงทางอุตสาหกรรม สร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่การผลิต และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”