“ไทย ซีเพลน” ปักธงอุตฯการบินใหม่ ดัน General Aviation ไทยสู่ระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยว

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

“ไทย ซีเพลน” ปักธงอุตฯการบินใหม่ ดัน General Aviation ไทยสู่ระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยว

Date Time: 29 ก.ค. 2569 06:00 น.

Summary

“กสิณพจน์ รอดโค” ซีอีโอ “ไทย ซีเพลน” จากนักบินพาณิชย์สู่ผู้บุกเบิกธุรกิจ “ซีเพลน” ยกระดับการบินของไทย สร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่เชื่อมทะเลอันดามัน สร้างการท่องเที่ยวมุมมองใหม่ เปิดอกเคลียร์ หลังถูกกล่าวหาเอี่ยวทุนเทา-เปิดไทม์ไลน์ เข้าซื้อกิจการ ขอใบอนุญาตใหม่ ทำตามกฎหมายทุกขั้นตอน

Latest

โลกเดือดกระทบไทยแค่ไหน? เมื่อการแก้ Climate Change ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนใหม่

นายกสิณพจน์ รอดโค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย ซีเพลน จำกัด ผู้ให้บริการเครื่องบินทะเลเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไทย เปิดเผยจุดเริ่มต้นของเส้นทางธุรกิจการบินในรูปแบบใหม่ว่า แนวคิดของไทย ซีเพลน เกิดจากการมองเห็นช่องว่างสำคัญในอุตสาหกรรมการบินของไทย ที่ขาดระบบ General Aviation ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก ทั้ง การบินเพื่อการเกษตร การบินสำรวจ เช่าเหมาลำ และการบินท่องเที่ยว

จากนักบินสู่ผู้บุกเบิก General Aviation ไทย    

นายกสิณพจน์ ได้ขยายความว่า “ตนเริ่มต้นอาชีพในฐานะนักบินของบริษัท การบินไทย ตั้งแต่ปี 2557 ทำการบินเครื่องบินแบบโบอิ้ง 777 หลังจบการศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนที่ในช่วงวิกฤตโควิด อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกหยุดชะงัก จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้หันมาศึกษาและพัฒนาธุรกิจการบินในเชิงลึก”    

ในช่วงโควิด ทำให้เห็นภาพชัดว่า เรายังไม่มีฐาน General Aviation ที่แข็งแรง ทั้งที่เป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมการบินพาณิชย์ จึงตัดสินใจซื้อหุ้นบริษัท ไทย ซีเพลน ในปี 2566 และเริ่มวางยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าสร้างระบบการบินที่ไม่ใช่เพียงการขนส่ง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว    

นายกสิณพจน์ ให้ข้อมูลต่ออีกว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ “ไทย ซีเพลน” ได้เลือกพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันเป็นจุดเริ่มต้น ตั้งฐานปฏิบัติการที่จังหวัดกระบี่และภูเก็ต พร้อมจัดตั้งสำนักงานและเริ่มสำรวจเส้นทางบินอย่างเป็นระบบ ระยะแรกบริษัทมุ่งพัฒนาเครือข่ายในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ครอบคลุมภูเก็ต กระบี่ พังงา ตรัง และจังหวัดใกล้เคียง นำร่อง ได้แก่ ภูเก็ต–พีพี และกระบี่–พีพี ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีความต้องการเดินทางสูง    

“เราไม่ได้มองซีเพลนเป็นแค่เครื่องมือรับส่งนักท่องเที่ยวไปโรงแรม แต่ต้องการสร้างเครือข่ายการเดินทางรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมโยงจุดหมายต่าง ๆ และเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งแนวคิดนี้ยังรวมถึงการพัฒนาเส้นทางใหม่ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ และยกระดับการเดินทางของประเทศ”

ปักหมุดอันดามัน-สร้างเครือข่ายเชื่อมทะเล    

ทั้งนี้ พื้นที่นำร่องที่บริษัทเลือก คือ บริเวณท่าเรือน้ำลึก จังหวัดภูเก็ต เนื่องจากมีศักยภาพสูงในการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างสนามบินภูเก็ตกับพื้นที่ตอนใต้ของเกาะ ซึ่งปัจจุบันใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ 2 ชั่วโมง แต่หากใช้ซีเพลนจะใช้เวลาบินเพียง 15 นาทีเท่านั้น    

พื้นที่ดังกล่าวยังเชื่อมกับตลาดนักท่องเที่ยวระดับบน ทั้งผู้โดยสารเครื่องบินส่วนตัว (Private Jet) นักท่องเที่ยวที่พักโรงแรมระดับลักชัวรี ผู้โดยสารเรือสำราญขนาดใหญ่ โดยบริษัทเตรียมพัฒนาแพ็กเกจร่วมกับโรงแรมและผู้ประกอบการท่องเที่ยวเพื่อให้บริการครบวงจร คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ช่วงปลายเดือนต.ค.ถึงต้นเดือนพ.ย. 69 โดยในระยะแรกจะเปิดให้บริการ 2 รูปแบบ ได้แก่ เที่ยวบินชมวิว (Sightseeing) และเช่าเหมาลำ (Private Charter)

โดยเส้นทางชมวิวจะเปิด 2 เส้นทาง คือ ท่าเรือน้ำลึก–หาดกะรน–ป่าตอง–พระใหญ่–กลับสู่ท่าเรือน้ำลึก และ เส้นทางท่าเรือน้ำลึก–อ่าวมาหยา เกาะพีพี ใช้เวลาบิน 20 นาที ส่วนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ จะเชื่อมต่อระหว่าง สนามบินภูเก็ต ท่าเรือน้ำลึก และสนามบินกระบี่ รวมถึงรองรับการเดินทางทางบก และทางน้ำ ระหว่าง สนามบินทั้ง 2 แห่ง โดยเที่ยวบินจากภูเก็ตไปกระบี่จะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จากเดิมที่เดินทางด้วยรถยนต์ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง

ด้านกลุ่มลูกค้า บริษัทตั้งเป้าสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 70% และคนไทย 30% โดยมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงที่พักโรงแรมระดับราคาห้องพักมากกว่า 8,000 บาทต่อคืน ซึ่งผลตอบรับจากผู้ประกอบการโรงแรมถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แม้หลายแห่งยังรอให้โครงการเปิดจริงก่อนตัดสินใจ

นายกสิณพจน์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทลงทุนแล้ว 70 ล้านบาท ไม่รวมมูลค่าเครื่องบิน ในระยะยาว บริษัทมีแผนระดมทุนจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อขยายฝูงบินและเครือข่ายจุดขึ้นลงทางน้ำ โดยตั้งเป้ามีเครื่องบิน 5 ลำภายใน 3 ปี พร้อมวางเป้าหมายนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 3-5 ปี

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายเครือข่ายไปยังเกาะพีพี เกาะลันตา และเกาะหลีเป๊ะ โดยใช้รูปแบบร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่นและโรงแรม เพื่อให้ภาคเอกชนในพื้นที่ร่วมลงทุนก่อสร้างจุดขึ้นลงทางน้ำ และเนื่องจากไทยยังไม่มีหลักสูตรผลิตนักบินซีเพลน บริษัทจึงอยู่ระหว่างหารือกับสถาบันการบินพลเรือน และพันธมิตรโรงเรียนการบินในประเทศเยอรมนี เพื่อนำหลักสูตรเข้ามาพัฒนานักบิน บุคลากรภาคพื้นและช่างอากาศยาน

ปลดล็อกกฎหมายดันซีเพลนสู่บินพาณิชย์

นายกสิณพจน์ กล่าวด้วยว่า บริษัทได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการการบิน (AOL) กับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2566 และใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (AOC) ช่วงปลายปี ซึ่งการได้รับ AOC ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันว่า ระบบความปลอดภัย มาตรฐานการปฏิบัติการบิน ของบริษัทผ่านการรับรองครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคในช่วงแรกคือ ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับการดำเนินธุรกิจซีเพลนโดยเฉพาะ จนปี 2568 สถาบันการบินพลเรือน ได้ออกคู่มือสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แนวทางการจัดตั้งสายการบินซีเพลน และแนวทางการจัดตั้งพื้นที่ขึ้นลงทางน้ำ ทำให้มีกฎหมายรองรับ หลังจากนั้น บริษัทได้เร่งศึกษารายละเอียดและดำเนินการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานการบินพลเรือน กรมเจ้าท่า หน่วยงานท้องถิ่น หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งแม้กระบวนการซับซ้อน แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดการพัฒนา และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่เปิดสายการบิน แต่ต้องการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ ที่สามารถเติบโตได้ในระยะยาว และเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของไทย” นายกสิณพจน์ กล่าว

เปิดอกเคลียร์-ไม่เอี่ยวทุนเทา

นายกสิณพจน์ ยังได้เปิดความในใจกรณีที่ถูกโยงว่าเกี่ยวพันกับทุนเทาว่า มาจากความคล้ายคลึงของชื่อบริษัท แม้ว่าชื่อภาษาไทยจะใกล้เคียงกัน แต่รายละเอียดการจดทะเบียนแตกต่างกัน และชื่อภาษาอังกฤษไม่เหมือนกัน การจดทะเบียนก็เป็นไปตามขั้นตอนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

“ตนได้เข้ามารับช่วงซื้อกิจการต่อเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2566 ชื่อ “อวันติ แอร์ชาร์ทเตอร์” เนื่องจากมองเห็นศักยภาพของธุรกิจ โดยเข้าใจว่าจะทำธุรกิจต่อจากใบอนุญาตเดิมได้ แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าใบอนุญาตประกอบกิจการเดินอากาศเดิมมีปัญหาจึงตัดสินใจขอใบอนุญาตใหม่ทั้งหมด และได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “ไทย ซีเพลน จำกัด” ปลายปี 2566 โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้น ช่วงแรกซื้อหุ้นในสัดส่วน 54% มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนส่วนตัวร่วมกับเงินครอบครัว จากนั้นทยอยเพิ่มทุนและเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นเป็น 99.7% เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการระดมทุน

“ยอมรับว่ารู้สึกน้อยใจกับกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ว่าเอี่ยวทุนเทาและถูกตั้งข้อสงสัย แต่ขอยืนยันว่า ไม่เคยเป็นตัวแทนหรือ “นอมินี” ให้กับบุคคลใด พร้อมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงประชาชน นักลงทุน และพันธมิตรเชื่อมั่นได้ว่า “ไทย ซีเพลน” จะดำเนินธุรกิจโปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด ”


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ