
บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่ากว่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ขณะที่ 6 เดือนแรกของปีนี้ ได้ทยอยอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 1,300 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,306,386 ล้านบาท จากที่มีการยื่นขอไปก่อนหน้านี้ เพื่อช่วยสร้างงาน 82,000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบในประเทศ 3.8 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าส่งออก 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในประเทศไทยในปีนี้ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน ทำให้ 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค. – มิ.ย.) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,299 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ขณะเดียวกัน บีโอไอได้ทยอยอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน 6 เดือนแรกของปีนี้ มีจำนวนรวม 1,300 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,306,386 ล้านบาท รวมทั้งโครงการที่ยื่นขอมาก่อนหน้านี้ โดยโครงการเหล่านี้มีแผนจ้างงานคนไทย เพิ่มขึ้น 82,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน อาหาร และการผลิตขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่วงจรการผลิต ผ่านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมูลค่า 386,000 ล้านบาทต่อปี หรือ 42% ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด คาดว่าจะสร้างมูลค่าส่งออกให้ประเทศ 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูง 2 อันดับแรกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 1,115,260 ล้านบาท จาก 90 โครงการ รองลงมา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 120,230 ล้านบาท จาก 179 โครงการ, เกษตรและแปรรูปอาหาร 61,388 ล้านบาท จาก 131 โครงการ, โลจิสติกส์และบริการมูลค่าสูง 40,217 ล้านบาท จาก 170 โครงการ, พลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน 39,461 ล้านบาท จาก 221 โครงการ, ยานยนต์และชิ้นส่วน 25,662 ล้านบาท จาก 122 โครงการ, แร่ โลหะ และวัสดุ 20,399 ล้านบาท จาก 128 โครงการ, เคมีและปิโตรเคมี 16,533 ล้านบาท จาก 110 โครงการ, เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 13,093 ล้านบาท จาก 82 โครงการ
ขณะเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโครงการสูงสุด ได้แก่ อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ จำนวน 198 โครงการ มูลค่า 26,354 ล้านบาท สะท้อนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปาและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
“ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่า 903,759 ล้านบาท จาก 513 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก มูลค่า 495,737 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14,985 ล้านบาท ภาคใต้ 11,864 ล้านบาท ภาคตะวันตก 8,162 ล้านบาท และภาคเหนือ 7,733 ล้านบาท ตามลำดับ”
ทั้งนี้ แม้ภาคเหนือจะมีมูลค่าการลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น แต่มีอัตราการเติบโตของเงินลงทุนสูงถึง 93% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงถึงสัญญาณการขยายตัวของการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกิจการด้านพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน เกษตรและแปรรูปอาหาร และการแพทย์
นายนฤตม์ กล่าวว่า ในเรื่องของ การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 877 โครงการ เงินลงทุนรวม 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 1,121,742 ล้านบาท จาก 158 โครงการ สหราชอาณาจักร 47,193 ล้านบาท จาก 11 โครงการ จีน 45,766 ล้านบาท จาก 321 โครงการ ไต้หวัน 38,014 ล้านบาท จาก 47 โครงการ และญี่ปุ่น 32,790 ล้านบาท จาก 123 โครงการ
ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น Data Center, Data Hosting, Cloud Service รองลงมาเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การผลิตอุปกรณ์แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงเพื่อรับส่งข้อมูลความเร็วสูง (Optical Transceiver), การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบของ PCB, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, การทดสอบแผ่นเวเฟอร์และวงจรรวม, การผลิตระบบเครือข่ายและระบบระบายความร้อนใน Data Center เป็นต้น
นอกจากนี้ มีการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม และวัสดุขั้นสูง ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
ที่สำคัญ ยังพบว่ามีการขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart and Sustainable Industry ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยมีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 132 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 17,158 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิตและบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน