พิพัฒน์ ชงย้ายท่าเรือคลองเตย ปลดล็อกที่ดินกว่า 2 พันไร่ ปั้นเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ไร้กาสิโน

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

พิพัฒน์ ชงย้ายท่าเรือคลองเตย ปลดล็อกที่ดินกว่า 2 พันไร่ ปั้นเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ไร้กาสิโน

Date Time: 21 ก.ค. 2569 06:59 น.

Summary

คมนาคมชงศึกษาปิดท่าเรือคลองเตย ย้ายภารกิจสู่แหลมฉบัง ปลดล็อกที่ดิน 2,353 ไร่ ปั้นเมืองเศรษฐกิจใหม่ พร้อมจัดสรรพื้นที่ประมาณ 500-600 ไร่ พัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่รองรับชุมชนคลองเตย กว่า 12,600 ครัวเรือน 

  • คมนาคมศึกษาย้ายภารกิจท่าเรือกรุงเทพไปแหลมฉบัง
  • ตรวจสอบมติครม.เดิมก่อนกำหนดนโยบายอย่างเป็นทางการ
  • เป้าหมายรวมศูนย์ท่าเรือหลักลดต้นทุนการบริหาร
  •  ลดปัญหารถบรรทุกเข้าเมืองเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์
  • ปลดล็อกพื้นที่คลองเตยกว่า 2,353 ไร่พัฒนาเชิงพาณิชย์
  • วางแนวคิด Entertainment Complex ที่ไม่มีคาสิโน
  • จัดที่อยู่อาศัยใหม่พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนคลองเตย
  •  ยังอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดรับฟังทุกภาคส่วน

Latest

"หมอสรณ" จ่อใช้กฎหมายสู้กลับ ป้องศักดิ์ศรีรักษาจริยธรรมแพทย์

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมเตรียมทบทวนนโยบายการพัฒนาท่าเรือของประเทศ โดยจะหารือร่วมกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ว่ามีเป้าหมายเพื่อรองรับการย้ายภารกิจของท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) ทั้งหมดหรือไม่ พร้อมตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงก่อนก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง หากพบว่ามีการกำหนดแนวทางดังกล่าว ก็จะยึดเป็นแนวนโยบายดำเนินการต่อไป แต่หากไม่มีมติรองรับ จะนำเรื่องเข้าสู่การหารือภายในกระทรวง ก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา


นายพิพัฒน์กล่าวว่า ในมุมมองส่วนตัว ประเทศไทยไม่ควรมีท่าเรือสินค้าหลัก 2 แห่ง เนื่องจากก่อให้เกิดภาระด้านงบประมาณ บุคลากร และต้นทุนการบริหาร ขณะที่การคงท่าเรือกรุงเทพไว้ในพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานคร ยังส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์และการจราจร เพราะรถบรรทุกจำนวนมากต้องเข้าสู่ใจกลางเมือง อีกทั้งเรือสินค้าขนาดใหญ่ในปัจจุบันมีแนวโน้มใช้บริการท่าเรือกรุงเทพลดลงอย่างต่อเนื่อง



ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจึงมีแนวคิดศึกษาการทยอยย้ายภารกิจขนส่งสินค้าจากท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือแหลมฉบังทั้งหมด โดยมีเป้าหมายระยะยาวให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางทะเลของประเทศเพียงแห่งเดียว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน เนื่องจากต้องศึกษาความเหมาะสม หารือกับ กทท. คณะกรรมการ กทท. ชุมชนคลองเตย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพิจารณามติ ครม. เดิมก่อนกำหนดทิศทางอย่างเป็นทางการ

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ท่าเรือแหลมฉบังมีศักยภาพรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้โดยตรง ต่างจากท่าเรือกรุงเทพที่เรือต้องเดินเรือผ่านร่องน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีข้อจำกัดด้านความลึกและเส้นทางเดินเรือ ส่งผลให้ใช้เวลาและต้นทุนสูงกว่า หากสามารถรวมศูนย์การขนส่งตู้สินค้าที่แหลมฉบัง จะช่วยลดขั้นตอนการขนถ่ายสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ และลดต้นทุนการขนส่งของประเทศ


สำหรับพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพกว่า 2,353 ไร่ หากมีการย้ายภารกิจออกทั้งหมด จะนำมาพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้ให้ กทท. ภายใต้แนวคิด Entertainment Complex ที่ไม่มีคาสิโน ประกอบด้วยท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) ท่าเรือยอชต์ โครงการที่อยู่อาศัย พื้นที่พาณิชยกรรม และกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ โดยเปิดให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบสัมปทานระยะยาว


ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีแนวคิดจัดสรรพื้นที่ประมาณ 500-600 ไร่ เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่รองรับประชาชนในชุมชนคลองเตยกว่า 40,000 คน หรือประมาณ 12,600 ครัวเรือน พร้อมสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก โรงพยาบาลชุมชน สวนสาธารณะ และพื้นที่นันทนาการ โดยรายได้จากการพัฒนาพื้นที่จะนำกลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนควบคู่กันไป


อย่าวไรก็ตาม นายพิพัฒน์ยอมรับว่า แนวคิดดังกล่าวอาจได้รับเสียงคัดค้านจากผู้ประกอบการและประชาชนบางส่วน แต่เชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถชี้แจงถึงประโยชน์ในระยะยาว รวมถึงมีแผนดูแลชุมชนและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้


ทั้งนี้ ปัจจุบันท่าเรือกรุงเทพรองรับตู้สินค้าประมาณ 1.2-1.3 ล้านทีอียู (TEU) ต่อปี ขณะที่ท่าเรือแหลมฉบังรองรับได้ประมาณ 6-7 ล้านทีอียู และมีแผนขยายกำลังรองรับเป็น 10 ล้านทีอียู ในอนาคต ทำให้กระทรวงคมนาคมเห็นว่าการรวมศูนย์การขนส่งสินค้าไว้ที่ท่าเรือแหลมฉบังจะเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการพัฒนาเมืองได้มากกว่า


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ