
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ หารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเร่งสรุปความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ระหว่างวันที่ 15-16 ก.ค. 69
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือทวิภาคีกับนาง Susie Wiles หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว นาย Howard Lutnick รมว.พาณิชย์สหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 15–16 ก.ค.69 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ว่า วัตถุประสงค์หลักของการเดินทางเยือนครั้งนี้ คือ การเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้มีความคืบหน้ามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พร้อมทั้งติดตามผลการไต่สวนตามมาตรา 301 ควบคู่กับการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ภาพรวมของการหารือเป็นไปด้วยดี พร้อมได้แสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ โดยไทยได้เน้นย้ำบทบาทในฐานะพันธมิตรสำคัญและเชื่อถือได้ของสหรัฐฯ ในอาเซียน พร้อมทั้งแจ้งความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ว่าไทยได้ผลักดันและให้ความยืดหยุ่นต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ ภายใต้กรอบกฎหมายและนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้ขอบคุณไทยที่แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนในการเร่งสรุปผลการเจรจาและชื่นชมความพยายามของไทยในการปรับสมดุลทางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ยังคงต้องใช้เวลาในการพิจารณาข้อเสนอของไทยเพิ่มเติม เพื่อลดช่องว่างและปรับความคาดหวังของทั้งสองฝ่ายให้ใกล้เคียงกัน โดยจะเร่งรัดให้มีการหารือในระยะต่อไป ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงมุ่งมั่นเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์และสิทธิของประเทศ โดยใช้ประเด็นด้านการลงทุนและการเพิ่มการนำเข้าสินค้าที่ไทยมีความต้องการจากสหรัฐฯ ตามแถลงการณ์ร่วมที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงร่วมกันเมื่อเดือนก.ค.68 เพื่อเป็นปัจจัยที่จะช่วยลดช่องว่างการขาดดุลการค้าระหว่างกัน
นางศุภจี กล่าวต่อถึงความคืบหน้าการเจรจา ART ว่า ไทยได้พิจารณาข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ อย่างรอบคอบ และพยายามอย่างเต็มที่ในการเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน พร้อมเน้นย้ำว่า แต่ละประเทศมีบริบทและความพร้อมในการเจรจาที่แตกต่างกัน มีกรอบกฎเกณฑ์ กฎหมาย รวมถึงนโยบายสาธารณะที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถที่จะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันเป็นข้อพิจารณาหรือตัดสินความสำเร็จของการเจรจา แต่ควรให้ความสำคัญกับภาพรวมของผลลัพธ์สุดท้ายที่ทั้งสองฝ่ายสามารถไปสู่เป้าหมายที่คาดหวังบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน
ในโอกาสนี้ นางศุภจี ได้หารือเกี่ยวกับการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันไทยถูกไต่สวนอยู่ 2 กรณี ได้แก่ กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และกรณีที่ไม่มีมาตรการห้ามการนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐฯ ใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนมาตรการทางภาษีที่ใช้กับประเทศต่างๆ ให้มีความต่อเนื่องภายหลังจากที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่าการเก็บภาษีภายใต้มาตรการฉุกเฉิน IEEPA ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขัดต่อหลักกฎหมาย ปัจจุบัน สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาผลการไต่สวนรอบสุดท้าย โดยในเบื้องต้นได้กำหนดอัตราภาษี 12.5 % สำหรับ 46 ประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ และร้อยละ 10 กับ 14 ประเทศที่มีกฎหมายหรือสามารถสรุปความตกลง ART กับสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ ได้แจ้งว่า อยู่ระหว่างการไต่สวนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะประกาศอัตราภาษีในอัตราค่อนข้างสูงสำหรับประเทศที่ไม่มีความตกลง หรือไม่สามารถดำเนินการตามข้อตกลงได้
“แม้การเจรจาในบางประเด็นจะมีความท้าทายและต้องใช้เวลา แต่ไทยยืนยันความมุ่งมั่นและความพยายามอย่างเต็มที่ในการหาข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยพิจารณาให้ความยืดหยุ่นตามกรอบกฎหมายของประเทศ มาตรฐานหลักเกณฑ์สากล และประโยชน์สาธารณะ เพื่อให้ไทยได้รับอัตราภาษีที่เหมาะสมและแข่งขันได้ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่สามารถเจรจาและได้ข้อสรุปความตกลง ART แล้ว โดยฝ่ายสหรัฐฯ รับทราบความตั้งใจของไทย และจะพิจารณาข้อเสนอล่าสุดของไทยในแต่ละประเด็น เพื่อร่วมกันผลักดันให้การเจรจาได้ข้อสรุปโดยเร็ว”
ทั้งนี้ ในปี 68 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651.36 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไทยส่งออก 72,506.39 ล้านเหรียญฯ ขณะที่ไทยนำเข้า 21,144.98 ล้านเหรียญฯ โดยไทยได้ดุลการค้า 51,361.41 ล้านเหรียญฯ