”ภัทรพงศ์”ยกเครื่องไทยสู่ฮับการบิน ชู“โรดแมป”เชื่อมการลงทุน-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

”ภัทรพงศ์”ยกเครื่องไทยสู่ฮับการบิน ชู“โรดแมป”เชื่อมการลงทุน-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

Date Time: 16 ก.ค. 2569 07:09 น.

Summary

”ภัทรพงศ์”เดินหน้าดันไทยสู่ศูนย์กลางการบิน เร่งพัฒนาหลักสูตร ผลิตคน ปลดล็อคสนามบินภูมิภาค ขึ้นเป็น World-Class Aviation Hub ภายในปี 2572 ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว ลงทุนอย่างยั่งยืน 

Latest

CIMBT มองเศรษฐกิจไทยติดหล่มปัญหาเชิงโครงสร้าง-หนี้ครัวเรือนพุ่ง GDP ไปถึง 3% ได้ยาก

“การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินหรือขยายสนามบินเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับระบบการบินทั้งห่วงโซ่ เพื่อเป้าหมายสร้างขีดความสามารถารแข่งขันของประเทศ วางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น World-Class Aviation Hub ภายในปี 2572 ให้ระบบการบินเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนอย่างยั่งยืน”      

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมมีนโยบายชัดเจนในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค หรือ World-Class Aviation Hub ภายในปี 72 ขณะที่ผมในฐานะ รมช.คมนาคม ได้รับมอบหมายจาก “ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ให้กำกับดูแลงานด้านการขนส่งทางอากาศ  ผมจึงได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานด้านการบินที่อยู่ในกำกับดูแล บูรณาการการทำงานให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการพัฒนา ผลิตบุคลากร ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาเทคโนโลยี และเพิ่มศักยภาพสนามบินทั่วประเทศ เพื่อให้ทำงานสอดคล้องกันและเกิดขึ้นได้จริงในทางปฎิบัติ

.เร่งพัฒนาหลักสูตร-ผลิตคน รับอุตสาหกรรม  

ทั้งนี้ นายภัทรพงศ์ ระบุว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องเร่งผลักดันคือ การพัฒนาบุคลากรการบิน ซึ่งถือเป็นรากฐานของอุตสาหกรรม โดยได้เร่งผลักดันให้ สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตบุคลากรด้านการบินระดับโลก ทั้งการปรับหลักสูตร เพื่อผลิตนักบิน ช่างอากาศยาน เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ บุคลากรท่าอากาศยาน และผู้ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย โดยปัจจุบัน สบพ. ร่วมมือกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผลิตนักบินปีละ 120 คน และล่าสุด สบพ.ได้รับการจัดอันดับจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ให้เป็นสถาบันผลิตบุคลากรด้านการบินอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก      

พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรรองรับอากาศยานขึ้นลงบนผิวน้ำ หรือ Seaplane ควบคู่กับการยกระดับเครื่องบินฝึก เครื่องฝึกบินจำลอง ห้องปฏิบัติการ และศูนย์ฝึกการบินแห่งใหม่ เพื่อเตรียมบุคลากรรองรับเทคโนโลยีการบินในอนาคต ล่าสุดขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำหลักสูตรผลิตนักบินและช่างอากาศยานเฉพาะทาง พร้อมเตรียมพื้นที่รองรับการบิน และวางแผนเส้นทางบินต้นแบบที่ กระบี่-ภูเก็ต โดยตั้งเป้าเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ภายในเดือนต.ค. 69 เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทางอากาศและทางน้ำ ยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพของไทย      

ส่วนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ได้มอบนโยบายให้กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ขับเคลื่อนแนวคิด Airport for Regional Development ใช้สนามบินเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก พร้อมเร่งติดตั้งระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ ILS/DME เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขึ้น-ลงของอากาศยานในทุกสภาพอากาศ 

.ปลดล็อค-เสริมศักยภาพสนามบินภูมิภาค    

นายภัทรพงศ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า นอกจากนโยบายที่กล่าวมา ยังมีอีกหนึ่งนโยบายสำคัญ คือ เพิ่มศักยภาพสนามบินภูมิภาคทั้ง 28 แห่งจะทำอย่างไรให้สนามบินภูมิภาคอยู่ได้ ลดการรับอุดหนุน พึ่งพาจากงบประมาณรัฐ ด้วยการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งล่าสุดได้ผลักดันให้ กรมท่าอากาศยาน(ทย.) และ กรมธนารักษ์ ลงนามบันทึกข้อตกลงขยายระยะเวลาเช่าพื้นที่สนามบินจาก 3 ปี เป็นสูงสุด 30 ปี เพื่อจูงใจภาคเอกชนรายใหม่เข้ามาลงทุนระยะยาว 

“เมื่อท่าอากาศยานภูมิภาคเติบโตขึ้น การเช่าระยะสั้นเพียง 3 ปี ไม่สอดคล้องกับกิจการหลายประเภทที่ต้องการความต่อเนื่องหรือมีการลงทุนสูง ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน หรือ MRO ที่ท่าอากาศยานนครราชสีมา หรือ คลังสินค้าที่ท่าอากาศยานกระบี่”  

นอกจากนี้ ยังผลักดันให้มีการเปิดเส้นทางบินใหม่และเพิ่มความถี่เที่ยวบิน ทั้งเส้นทางภายในประเทศแบบข้ามภูมิภาค และเส้นทางระหว่างประเทศตรงสู่เมืองรอง โดยร่วมมือกับสายการบินหลายแห่ง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง ลดความแออัดของสนามบินหลัก และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค กล่าวคือ แผนเปิดเส้นทางบินเชื่อมเมืองท่องเที่ยวรอง และสนับสนุนให้บางจังหวัดเป็นศูนย์กลางการบินย่อย (Regional Hub) เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศโดยตรง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ทั้งภาคโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และธุรกิจบริการ    

ส่วนบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด  หรือ บวท.นั้น ได้เร่งนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ ทั้งระบบบริหารความคล่องตัวจราจรทางอากาศ (ATFM) ระบบติดตามอากาศยานผ่านดาวเทียม ADS-B หอควบคุมการบินดิจิทัล และระบบ SWIM เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารน่านฟ้า ลดความล่าช้าของเที่ยวบิน และลดต้นทุนสายการบิน

.ขอโชว์ผลงาน 3 เดือน ยกระดับการบิน   

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหานักบินไทยว่างงานและระบบ Pay to Fly เป็นอีกนโยบายที่เร่งดำเนินการ โดยร่วมกับ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและกำหนดแนวทางแก้ไขสร้างระบบการจ้างงานที่เป็นธรรมและรักษามาตรฐานอุตสาหกรรมการบินไทย ขณะดียวกัน  ยังให้กรมท่าอากาศยานเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ขอทบทวนมติการโอนท่าอากาศยานกระบี่ บุรีรัมย์ และอุดรธานี ให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมศึกษารูปแบบการบริหารที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละสนามบิน โดยยืนยันว่าการดำเนินนโยบายทุกด้านจะยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ      

จากภาพรวมการขับเคลื่อนนโยบายด้านการบินในช่วงที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นการดำเนินงานที่พยายามทำให้ครอบคลุมทั้งการพัฒนาคน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านสนามบินภูมิภาค ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการเตรียมความพร้อมรองรับรูปแบบการบินแห่งอนาคต ซึ่งล้วนเป็นก้าวสำคัญในการเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมการบินไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในอนาคต      

“ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ผมมุ่งผลักดันให้นโยบายต่าง ๆ ไม่เป็นเพียงตัวเลขหรือโครงการบนกระดาษ แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดประโยชน์กับประชาชนและจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นนักบินรุ่นใหม่ที่รอโอกาสทำงานอย่างเป็นธรรม ผู้ประกอบการในต่างจังหวัดที่ต้องการลงทุนระยะยาว หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปเมืองรองได้สะดวกขึ้น ผมเชื่อว่าการบินคือเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสให้ประเทศ และจะเดินหน้าทำงานนี้ต่อไปด้วยความรอบคอบ และยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง”




Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ