
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ปรับกลยุทธ์การทำงานภาครัฐสู่รูปแบบคลัสเตอร์ เชื่อมโยงการผลิต การค้า และบริการข้ามกระทรวงเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดให้กลุ่มผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาล พูดคุยโดยใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมงเต็ม เพื่ออธิบายเบื้องลึกเบื้องหลังการทำงานในช่วงที่ผ่านมา พร้อมชี้แจงทุกประเด็นดราม่าที่สังคมค้างคาใจ “ศุภจี หายไปไหน” โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ที่ผ่านมามีวิธีคิดแบบคนทำงานเบื้องหลังที่เน้นลงมือทำ ไม่เน้นเป็นข่าว เมื่อเกิดกระแสดราม่าโจมตีในโลกโซเชียล มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระและไม่อยากเสียเวลาเข้าไปโต้ตอบ จึงเลือกที่จะมุ่งหน้าทำงานเงียบ ๆ เพื่อแก้ปัญหาให้จบ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้พร้อมปรับตัวสวมหมวกการเป็นนักการเมือง เดินหน้าสื่อสารทำความเข้าใจและนำเสนอผลงานให้ประชาชนได้รับทราบอย่างเป็นรูปธรรม
บริหารสไตล์เอกชนทลายกำแพงรัฐ
สำหรับการบริหารงานในหมวกของรองนายกรัฐมนตรี ได้นำประสบการณ์จากการเป็นผู้บริหารระดับสูงในภาคเอกชนมาปรับใช้ เนื่องจากเมื่อครั้งอยู่นอกวงการเมือง มองเห็นจุดอ่อนที่ชัดเจนว่าภาครัฐมักทำงานแยกส่วนและขาดการบูรณาการ เมื่อเข้ามารับตำแหน่ง จึงมุ่งเน้นการทำงานแบบคลัสเตอร์ (Cluster-based) ที่เชื่อมโยงมิติด้านการผลิต การค้า และการบริการข้ามกระทรวงเข้าด้วยกัน โดยใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) มาขับเคลื่อน 4 เสาหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เกษตรและอาหาร เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเอสเอ็มอีระดับชุมชน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
แนวทางการทำงานแบบบูรณาการนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาปากท้องและยกระดับราคาสินค้าเกษตร เลือกที่จะใช้การบริหารจัดการเชิงโครงสร้าง มากกว่าการหว่านเม็ดเงินงบประมาณรัฐ เริ่มตั้งแต่ปัญหาราคามะพร้าวที่เคยตกต่ำอย่างหนัก สามารถดันราคาจาก 2 บาท ขึ้นมาอยู่ที่ 15 บาทได้สำเร็จ ผ่านมาตรการจัดตั้ง “ล้งชุมชน” สนับสนุนเครื่องจักรคัดแยกให้เกษตรกร ควบคู่ไปกับการสั่งชะลอการนำเข้ากะทิจากต่างประเทศลงกว่า 40-50%
ส่วนปัญหาทุเรียน ได้ปรับกลยุทธ์ใหม่จากการแข่งขายขนาดผล มาเป็นการชูจุดขาย “เนื้อพรีเมียม” และทำงานเชิงรุกเจรจาทำตลาดล่วงหน้า เปิดช่องทางส่งออกพิเศษกว่า 40 ช่องทางเพื่อระบายผลผลิต ส่งผลให้ปัจจุบันทุเรียนลูกเล็กของไทยเกิดภาวะขาดตลาด และทำราคาสูงได้ในประเทศญี่ปุ่นที่เป็นครอบครัวขนาดเล็ก
“ไปดูในคลิปทุกคลิปเลย ไม่เคยพูดเรื่องไซส์พรีเมียม ทุเรียนส่งออก คัดเกรดกันที่ไซส์ ขนาดใหญ่คือ AB สิ่งที่พูดคือเรื่อง เนื้อพรีเมียม เราก็รู้อยู่แล้วว่าเทคนิคของพิมรี่พายเขาขายยังไง และไม่เคยออกมาเถียงสักคำหนึ่งตั้งแต่เกิดเรื่องมาจนถึงวันนี้”
ในส่วนของวิกฤตกุ้งที่ประเทศมาเลเซียระงับการนำเข้า ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นผลพวงจากความขัดแย้งที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2561 เรื่องการตรวจพบสารตกค้างในปลากะพงนำเข้าจากมา เรื่องนี้เป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปช่วยแก้ปัญหาโดยไม่ต้องผลาญงบประมาณแผ่นดินเพื่ออุดหนุนราคา แต่ใช้ทักษะการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Matching) ดึงภาคเอกชนและเครือข่ายร้านอาหารให้เข้ามาช่วยรับซื้อ จนสามารถดูดซับผลผลิตกุ้งออกจากระบบได้ถึง 2,900 ตัน นอกจากนี้ มีประเด็นดราม่าการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ขอบอกว่าไม่ใช่การบังคับซื้อจีเอ็มโอ (GMO) แต่เป็นเพราะมาตรการแบนข้าวโพดจากการเผาป่าของประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้วัตถุดิบในประเทศขาดแคลน ซึ่งหากไม่บริหารจัดการนำเข้า จะกระทบต้นทุนอาหารสัตว์และดันราคาไข่ไก่รวมถึงเนื้อสัตว์ให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก
ปั้น Co-creation สู้ศึกจีนทุ่มตลาด
ด้านการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) พัฒนาระบบ “Dashboard ข้าว” เพื่อวิเคราะห์และพยากรณ์ผลผลิตระดับอำเภอล่วงหน้า 2 เดือน กลไกนี้ทำให้รัฐสามารถเข้าไปซื้อนำตลาดได้ทันท่วงที โดยหมุนเวียนนำข้าวไปขายต่อให้หน่วยงานรัฐอื่น ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพางบก้อนใหม่ นอกจากนี้ยังเดินหน้าโครงการ “ข้าวประณีต” ขยายจาก 200 ชุมชน เป็น 466 ชุมชน มอบเครื่องดีดสีข้าวให้เกษตรกรคัดแยกข้าวคุณภาพเพื่อทำตลาดเฉพาะกลุ่ม ยกระดับราคาจาก 6-7 บาท เป็น 10-20 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งการแก้ปัญหาทั้งระบบนี้ส่งผลให้ราคาข้าวสารขาวในปัจจุบันพุ่งทะยานจาก 334 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 480 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ส่วนที่ยังมีปัญหาก็จะเดินหน้าแก้ต่อไป และจะพัฒนาระบบ Dashboard ไปยังพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วย
นางศุภจี ได้เปิดเผยถึงขับเคลื่อนภารกิจสำคัญด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ว่า กระทรวงพาณิชย์เร่งเดินหน้าเจรจาใน 3 ตลาดหลัก เริ่มจากสหรัฐอเมริกา ที่กำลังอยู่ในช่วงเจรจาต่อรองขอลดกำแพงภาษีมาตรา 301 จากอัตรา 12.5% ในกลุ่มสินค้าที่ถูกกล่าวหาเรื่องการทุ่มตลาดและการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งสัปดาห์หน้าได้วันนัดเจรจาแล้ว ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) มีความคืบหน้าอย่างก้าวกระโดด สามารถปิดข้อตกลงไปได้แล้วถึง 8 บท และตั้งเป้าหมายที่จะหาข้อสรุปให้ได้ภายในปีนี้
ส่วนประเด็นข้อพิพาททางการค้ากับประเทศจีนที่มีสินค้าราคาถูกทะลักเข้ามาทุ่มตลาด ได้นำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาผ่านโมเดลการลงทุนแบบ “Co-creation” นำร่องด้วยกลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป โดยดึงผู้ประกอบการชาวจีนเข้ามาลงทุนร่วมกันในไทย แต่กำหนดเงื่อนไขบังคับว่าต้องใช้วัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานของประเทศไทยเป็นหลัก โมเดลนี้ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องผู้ประกอบการไทยและลดปัญหาการขาดดุลการค้า แต่ยังเอื้อประโยชน์ให้ประเทศจีนสามารถผ่านเงื่อนไขแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) เพื่อหลบเลี่ยงกำแพงภาษีและขยายช่องทางการส่งออกไปยังประเทศที่สามได้อย่างยั่งยืน