
ยังติดตามกันต่อเนื่องสำหรับประเด็น “หนี้สาธารณะ” ของรัฐบาล โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเราได้เห็นในส่วนแรก 2 แสนล้านบาทไปแล้วว่า รัฐบาลนำใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า กระตุ้นใช้จ่ายพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งคาดกันว่าการส่ง
“ไทยช่วยไทยพลัส” ออกมาจะช่วยเพิ่มการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ได้ 0.6% แต่จริงๆแล้ว การกู้เงินมาเพื่อใช้กระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้นๆนั้น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ควรทำบ่อยนัก ซึ่งสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เองก็ยืนยันว่า การบริหารหนี้สาธารณะประเทศ นอกเหนือจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การกู้เงินมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศรองรับการลงทุนใหม่ๆแล้ว ยังต้องวางแผนทางการเงิน เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
การวางแผนกู้เงินของ สบน.จึงจะทำให้สมดุลกัน ทั้งการบริหารหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบวินัยการคลัง การชำระหนี้ให้ตรงตามกำหนด และยังต้องทำหน้าที่เป็นวิศวกรทางการเงินของประเทศออกแบบการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาเครื่องมือทางการเงินให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในระยะยาว
ช่วงที่ผ่านมา สบน.จึงได้เชื่อมการกู้เงินหรือระดมทุนภาครัฐให้เข้ากับโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ชัดเจน โปร่งใส โดยใช้การระดมทุนแบบกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงิน (Use-of-Proceeds) ผ่านการออก ESG Bond และการออก Sustainability-Linked Bond (SLB) ซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และการระดมทุนผ่านช่องทางนี้ ยังจะเข้าถึงฐานนักลงทุนที่กว้างขึ้น เพิ่มความต้องการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐ ทำให้รัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยลดลง และใช้เงินภาษีประชาชนได้คุ้มค่ามากขึ้น
และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่นำมาใช้ คือ พันธบัตรรัฐบาลเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) ยกตัวอย่าง โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่ง สบน.ช่วยจัดหาเงินลงทุน วงเงินหนี้ผูกพัน 72,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงตะวันออกนั้นได้ปรับโครงสร้างการระดมทุนเป็น Sustainability Bond แล้ว ขณะที่ช่วงตะวันตก ขณะนี้ยังจัดหาเป็นเงินกู้ระยะสั้น (Term Loan) ไปก่อน และจะปรับเป็นระยะยาวผ่าน Sustainability Bond ในเวลาที่เหมาะสม
ประโยชน์จากโครงการนี้จะช่วยดึงประชาชนจากการใช้รถยนต์เข้าสู่ระบบราง เกิดการพัฒนาเชิงพาณิชย์ตลอดเส้นทาง ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ ยังช่วยลดความหนาแน่นของการจราจร ลดเวลาเดินทาง ลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง ลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะเห็นความพยายามของ สบน.ในการกู้เงินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ แต่หากจะตอบคำถามที่ว่ารัฐกู้เงินอย่างไรได้ประโยชน์สูงสุด
อีกจุดที่สำคัญที่รัฐบาลต้องคำนึงถึงก็คือ เงินที่กู้มาแล้ว เมื่อถึงมือเจ้าของโครงการ เงินกู้เหล่านี้ได้ทำประโยชน์กับประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ มีการเอื้อประโยชน์ มีเบี้ยบ้ายรายทางตกไปอยู่กับคนกลุ่มไหนหรือไม่ เพราะหากทุกอย่างสุจริต โปร่งใส “เงินกู้” ที่พยายามหาวิธีกู้มาทุกวิถีทาง ก็จะสามารถเอื้อประโยชน์ดีที่สุดต่อประเทศ.
มิสเตอร์พี
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม