
บริษัท มีที่ มีเงิน ปรับเงื่อนไขสินเชื่อใหม่ ขยายระยะเวลาผ่อนชำระจาก 5 ปี เป็น 10 ปี เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการรายย่อย
นายวีระชัย อมรถกลสุเวช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด ในเครือธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 69 นั้น ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความท้าทาย ทั้งจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก บริษัทฯ ได้ปรับเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงเงินทุนได้อย่างทั่วถึง ประกอบด้วย ขยายระยะเวลากู้จาก 5 ปี เป็น 10 ปี ช่วยลดภาระการผ่อนชำระ เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ลดดอกเบี้ยปีแรกเหลือ 6.75% สำหรับลูกค้าที่ตรวจเครดิตบูโรและได้รับการจัดอันดับเครดิตระดับ เอเอ
นอกจากนี้ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อให้กับลูกค้ากลุ่มที่มีความเสี่ยง มีสกอร์ระดับอีอี และไม่มีสกอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ พร้อมปรับลดวงเงินกู้ขั้นต่ำของผลิตภัณฑ์ขายฝากจากเดิม 3 – 50 ล้านบาท เหลือ 2 – 50 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ง่ายขึ้น
นายวีระชัย กล่าวต่อว่า ในปี 69 บริษัทตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 5,000 ล้านบาท จากพอร์ตสินเชื่อรวมราว 10,000 ล้านบาท โดยกว่า 90% เป็นสินเชื่อจำนอง ขณะที่สินเชื่อขายฝากมีสัดส่วนประมาณ 10% และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในภาวะปัจจุบันที่สถาบันการเงินต่าง ๆ มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากความกังวลต่อผลกระทบจากปัจจัยภายนอกทำให้การปล่อยสินเชื่อกับกลุ่มเอสเอ็มอีมีการชะลอตัวลง แต่เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของกลุ่มเอสเอ็มอีรายเล็ก ยังคงเดินหน้าไปต่อได้
ทั้งนี้ บริษัท ยังมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อจำนองที่ดิน ที่ยังคงคอยสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย โดยที่ไม่ต้องตรวจเครดิตบูโรสำหรับบุคคลธรรมดา วงเงินไม่เกิน 2 ล้าน และนิติบุคคลวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้อาจจะเคยติดขัด แต่ยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ สามารถเติมเงินทุนหมุนเวียนต่อลมหายใจให้ธุรกิจไปต่อ โดยจุดเด่นของ มีที่ มีเงิน คือ เงื่อนไขน้อย รับเงินก้อน ผ่อนสบายนานถึง 10 ปี นอกจากนี้ บริษัท ยังมีผลิตภัณฑ์ขายฝาก เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่ไม่ต้องการผ่อนชำระคืนเป็นรายงวด แต่มีโอกาสที่จะหาแหล่งเงินทุนมาชำระหนี้ภายใน 1 ปีได้ ก็สามารถมาใช้บริการขายฝากในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำเงินไปเสริมสภาพคล่องก่อนได้
นอกจากนี้ ในปีนี้ บริษัท ขยายฐานโดยตรงผ่านเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย หอการค้าจังหวัด และสมาคมธุรกิจต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับองค์กรจากโครงการช่วยเหลือสู่การเป็นผู้ให้บริการทางการเงินประเภทนอนแบงก์ ที่ดำเนินธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 69 คาดว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ แม้เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจภายในประเทศยังได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการผลิตและการส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมศักยภาพสูง โดยเฉพาะธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ ไทยช่วยไทย พลัสมีส่วนสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องและสร้างการหมุนเวียนของเม็ดเงินภายในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วนเริ่มฟื้นตัวและมีทิศทางที่ดีขึ้น จากปัจจัยสนับสนุนดังกล่าว คาดว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้อัตราการเติบโตอาจยังอยู่ในระดับที่ระมัดระวัง โดยคาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปีจะไม่เกิน 2%